ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดฝ้าชนิดต่างๆ? รู้จักฝ้าแต่ละชนิด พร้อมวิธีดูแลไม่ให้เข้มขึ้น
ฝ้าถือเป็นปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่สำหรับคนบางกลุ่มอาจมีแนวโน้ม หรือมีความเสี่ยงในการเกิดฝ้าที่สูงกว่าคนทั่วไป จากปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ แล้วใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดฝ้าชนิดต่างๆ? บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักฝ้าแต่ละชนิด พร้อมเช็กว่าใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดฝ้าชนิดต่างๆ และแนวทางดูแลผิวเพื่อลดโอกาสเกิดฝ้าหรือป้องกันการเกิดฝ้าซ้ำ
เช็กความเสี่ยง! ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดฝ้าชนิดต่างๆ
เช็กความเสี่ยง! ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดฝ้าชนิดต่างๆ
แม้ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดฝ้าจะมีหลากหลายอย่าง ทั้งแสงแดด ฮอร์โมน พันธุกรรม ความร้อน และการระคายเคืองผิว จนทำให้ทุกคนมีโอกาสเป็นฝ้าได้เหมือนกัน แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ ที่อาจเกิดฝ้าได้ง่ายกว่าปกติ หรือมีรอยฝ้าเดิมที่เข้มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนี้
- ผู้ที่ต้องเผชิญแสงแดดเป็นประจำ
- ผู้ที่มีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน โดยเฉพาะเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน
- ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือใช้ยาคุมกำเนิด
- ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นฝ้า
- ผู้ที่มีผิวไวต่อแสงหรือเกิดเม็ดสีได้ง่าย
- ผู้ที่ทำงานที่ต้องอยู่ใกล้แหล่งความร้อนหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน
- ผู้ที่มีผิวอักเสบหรือระคายเคืองบ่อย
- ผู้ที่ใช้สกินแคร์หรือเครื่องสำอางไม่เหมาะกับผิว เช่น การใช้ยาทาหรือครีมที่มีสารสเตียรอยด์
- ผู้ที่ไม่ทาครีมกันแดดหรือป้องกันแสงแดดไม่เพียงพอ
- ผู้ที่เคยเป็นฝ้ามาก่อนและมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ
ฝ้ามีกี่ชนิด เกิดจากอะไร?
ฝ้าสามารถแบ่งได้หลายชนิด โดยสามารถจำแนกได้จากทั้ง ความลึกของเม็ดสี สาเหตุการเกิด และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดฝ้า ดังนี้
-
ฝ้าตื้น (Epidermal Melasma)
ฝ้าตื้นเป็นฝ้าที่แบ่งตามความลึกของเม็ดสี โดยเกิดจากเม็ดสีเมลานินที่สะสมอยู่ภายในชั้นหนังกำพร้า ทำให้มองเห็นเป็นรอยปื้นสีน้ำตาลอ่อนถึงน้ำตาลเข้ม มีขอบค่อนข้างชัด
-
ฝ้าลึก (Dermal Melasma)
ฝ้าลึกเป็นฝ้าที่แบ่งตามความลึกของเม็ดสี โดยเกิดจากการสะสมของเม็ดสีที่อยู่ภายในชั้นหนังแท้ ซึ่งเป็นชั้นที่มีความลึก ทำให้รอยฝ้ามักมีสีเทา น้ำตาลอมเทา หรืออมฟ้า มีขอบไม่ชัด ทำให้เป็นฝ้าที่รักษาได้ยากที่สุด
-
ฝ้าผสม (Mixed Melasma)
ฝ้าผสมเป็นฝ้าที่แบ่งตามความลึกของเม็ดสี โดยเกิดจากการสะสมของเม็ดสีทั้งในชั้นหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้ จึงทำให้มองเห็นรอยฝ้าหลายเฉดสีทั้งสีน้ำตาล และสีเทาปะปนกัน และต้องใช้วิธีรักษาหลายวิธีร่วมกัน
-
ฝ้าแดด (Sun-induced Melasma)
ฝ้าแดดเป็นฝ้าที่แบ่งตามสาเหตุการเกิด โดยมักเกิดจากการที่ผิวได้รับแสงแดดหรือ รังสี UV และแสงสีฟ้ามาเป็นเวลานาน จนทำให้เซลล์ผิวกระตุ้นการสร้างเม็ดสีที่มากเกินไป ส่งผลให้เกิดเป็นรอยฝ้าสีน้ำตาลหรือเทาเข้ม
-
ฝ้าฮอร์โมน (Hormonal Melasma)
ฝ้าฮอร์โมนเป็นฝ้าที่แบ่งตามสาเหตุการเกิด โดยการเกิดมักสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย เช่น ช่วงตั้งครรภ์ การใช้ยาคุมกำเนิด หรือการได้รับฮอร์โมนบางชนิด ทั้งยังมีปัจจัยกระตุ้นร่วมอื่น ๆ เช่น แสงแดด ความร้อนความเครียด หรือผิวอักเสบ
-
ฝ้าเลือด (Vascular Melasma)
ฝ้าเลือดเป็นฝ้าที่แบ่งตามสาเหตุการเกิด โดยมักเกิดจากการสะสมของเม็ดสีร่วมกับความผิดปกของหลอดเลือด ทำให้รอยฝ้าอาจมีโทนแดง ชมพู หรือน้ำตาลแดง และบางรายอาจเห็นเส้นเลือดฝอยร่วมด้วย นอกจากนี้อาจมีปัจจัยกระตุ้นร่วมอื่น ๆ เช่น แสงแดดและรังสี UV ผิวแพ้ง่าย หรือการใช้ครีมที่มีสารสเตียรอยด์
วิธีรักษาฝ้ามีอะไรบ้าง?
วิธีรักษาฝ้ามีอะไรบ้าง?
การรักษาฝ้าให้ได้ผลควรพิจารณาจากชนิดของฝ้า ความลึกของเม็ดสี สาเหตุ และสภาพผิวของแต่ละบุคคล เนื่องจากฝ้าเป็นปัญหาผิวที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดถาวร และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้เสมอ การเลือกวิธีรักษาฝ้าจึงควรทำควบคู่ไปกับการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ทั้งการปกป้องผิวจากแสงแดด และการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่างๆ โดยมีแนวทางการดูแลที่สำคัญ มีดังนี้
- ใช้ยาทารักษาฝ้า
ยาทารักษาฝ้าบางชนิดสามารถช่วยลดการสร้างเม็ดสี และช่วยลดเลือนให้รอยฝ้าค่อย ๆ จางลงได้ เช่น Hydroquinone, Azelaic Acid หรือกลุ่ม Retinoids โดยการใช้ยาทารักษาฝ้าควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการระคายเคืองและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้
- ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดเม็ดสี
การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยลดเม็ดสี เช่น Vitamin C, Niacinamide, Alpha-Arbutin, Kojic Acid หรือ Tranexamic Acid จะช่วยลดการสะสมของเม็ดสีใต้ชั้นผิว และยังช่วยดูแลปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ จึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิว
- รักษาฝ้าด้วยเลเซอร์
เลเซอร์รักษาฝ้าสามารถช่วยลดการสะสมของเม็ดสี พร้อมกระตุ้นคอลลาเจน จึงช่วยดูแลเม็ดสีในผู้ที่มีฝ้าบางประเภท ทั้งยังช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น โดยการรักษาฝ้าด้วยเลเซอร์ควรได้รับการประเมินสภาพผิวและชนิดของฝ้า และควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น เพื่อลดการระคายเคืองของผิว
- รักษาฝ้าด้วยพลังงานแสง IPL
การรักษาฝ้าด้วย IPL (Intense Pulsed Light) สามารถช่วยดูแลปัญหาเม็ดสี และปรับสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอให้ดูเรียบเนียนขึ้นได้ จึงช่วยให้ฝ้าตื้นหรือรอยดำแลดูจางลงได้ ทั้งนี้ การรักษาฝ้าด้วย IPL ควรได้รับการประเมินสภาพผิวและชนิดของฝ้าก่อนเข้ารับการรักษา และควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
- ฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว
ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์หรือสกินแคร์ที่มีความอ่อนโยน และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว เพื่อเสริมเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) และลดการอักเสบหรือระคายเคือง เนื่องจากผิวที่ระคายเคืองบ่อยอาจกระตุ้นปัญหาเม็ดสีให้เห็นชัดขึ้น
- ป้องกันแสงแดดอย่างสม่ำเสมอ
การทาครีมกันแดดเป็นพื้นฐานสำคัญของการรักษาฝ้า โดยควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ป้องกันทั้งรังสี UVA และ UVB มีค่า SPF 30 + ขึ้นไป และควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดจัด และควรสวมหมวก ร่ม หรือแว่นกันแดดร่วมด้วยเมื่อต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน
การรักษาฝ้ามักจำเป็นต้องใช้หลายแนวทางควบคู่กัน โดยเฉพาะในกรณีของฝ้าลึกหรือฝ้าผสม ซึ่งการเข้ารับการตรวจประเมินชนิดของฝ้า และสภาพผิวโดยแพทย์ก่อนเริ่มรักษา จะช่วยให้สามารถวางแผนการดูแลได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น และผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดฝ้าชนิดต่างๆ
ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดฝ้าชนิดต่างๆ ได้ง่าย?
ผู้ที่โดนแดดเป็นประจำ หรือครอบครัวมีประวัติเป็นฝ้า รวมถึงผู้ที่อยู่ในช่วงฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง หรือผิวแพ้ง่าย หากเจอปัจจัยกระตุ้นบ่อย ๆ อาจทำให้มีโอกาสเกิดฝ้าสูงขึ้นมาก
คนอายุน้อยสามารถเป็นฝ้าได้ไหม?
สามารถเกิดได้ แม้ฝ้าจะพบมากในวัยผู้ใหญ่ แต่ผู้ที่มีอายุน้อยที่โดนแดดบ่อย รวมถึงมีปัจจัยทางพันธุกรรม หรือมีฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงก็สามารถเกิดฝ้าได้เช่นกัน
ผู้ชายมีโอกาสเป็นฝ้าหรือไม่?
ผู้ชายสามารถเป็นฝ้าได้เช่นเดียวกับผู้หญิง โดยเฉพาะผู้ที่มักทำกิจกรรมกลางแจ้ง สัมผัสแสงแดดเป็นเวลานาน หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นฝ้า
ทำไมคนท้องถึงมีโอกาสเป็นฝ้าได้ง่าย?
เพราะในช่วงตั้งครรภ์ฮอร์โมนจะมีการเปลี่ยนแปลงสูง ซึ่งอาจไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีให้ทำงานมากขึ้น และเมื่อโดนแสงแดดกระตุ้นจึงทำให้เกิดฝ้าที่เข้มขึ้นได้ง่าย
ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดฝ้าชนิดต่างๆ ? การเกิดฝ้าขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น แสงแดด ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง พันธุกรรม และสภาพผิวที่ระคายเคืองง่าย ดังนั้น การรู้ทันความเสี่ยงของการเกิดฝ้า และเริ่มป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยการทาครีมกันแดด และเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น จะช่วยลดโอกาสเกิดฝ้าเข้มขึ้น และป้องกันไม่ให้ฝ้ากลับมาเกิดซ้ำได้
*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการบริการ
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด