บทความ
ฝ้าเลือดเกิดจากอะไร ? รักษาแบบไหนไม่อันตราย

ฝ้าเลือดเกิดจากอะไร? ทำไมเกิดบนผิวหน้า รวมทุกเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับฝ้าเลือด 

เคยสังเกตไหมว่าบนผิวหน้าของคุณมีรอยแดงหรือปื้นสีเข้มขึ้นผิดปกติ นั่นอาจเป็นสัญญาณของ ‘ฝ้าเลือด’ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะแค่เสียงแต่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน  หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจทำให้ปัญหาลุกลามและรักษาได้ยากขึ้น บทความจึงรวบรวมทุกเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับฝ้าเลือด ทั้งสาเหตุ วิธีรักษาและดูแลผิวให้กลับมาสวยใส พร้อมเคล็ดลับที่ช่วยให้ฝ้าจางลงอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ฝ้าเลือดเกิดจากอะไร? คืออะไร?

ฝ้าเลือด (Vascular melasma) คือ ฝ้าที่เกิดจากเม็ดสีเมลานินและเลือดในผิว ทำให้เกิดเป็นรอยคล้ำสีน้ำตาลแดงบนผิวหน้า ซึ่งฝ้าเลือดมีความแตกต่างจากฝ้าทั่วไปในหลายด้านตั้งแต่สี ไปจนถึงความลึกของสีและการกระจายตัวที่ไม่สม่ำเสมอ โดยฝ้าเลือดมีสาเหตุการเกิดได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน 

 

ลักษณะและอาการของฝ้าเลือดบนใบหน้า

ลักษณะและอาการของฝ้าเลือดบนใบหน้า

 

ลักษณะและอาการของฝ้าเลือดบนใบหน้า

ฝ้าเลือด (Vascular melasma) เป็นปัญหาผิวที่มีความซับซ้อนและแตกต่างจากฝ้าทั่วไป จึงมีลักษณะที่แตกต่างจากฝ้าชนิดอื่น ๆ อยู่หลายประการ สามารถสังเกตได้ผ่านลักษณะ สี รูปร่าง ขอบเขต และการกระจายตัว ดังนี้

  • ฝ้าเลือดมักมีสีคล้ำสีแดง น้ำตาลอมแดง หรือสีน้ำตาลเข้ม
  • ฝ้าเลือดอาจเปลี่ยนไปตามแสงหรืออุณหภูมิ ทำให้ฝ้ามีลักษณะไม่สม่ำเสมอและมีมิติ
  • ฝ้าเลือดบางครั้งสามารถเห็นเป็นเฉดสีผสมระหว่างน้ำตาลกับแดง
  • ฝ้าเลือดมีรอยฝ้าไม่มีขอบชัดเจน 
  • ฝ้าเลือดมักมีลักษณะฟุ้ง และกระจายตัวเหมือนรอยคล้ำ
  • ฝ้าเลือดมีลักษณะรูปแบบไม่สม่ำเสมอ เป็นปื้น ไม่เรียบเนียน

ฝ้าเลือดเป็นปัญหาผิวที่ต้องสังเกตอย่างรอบคอบ เพราะมีความแตกต่างจากฝ้าทั่วไป การเข้าใจลักษณะสี รูปร่าง ขอบเขต จะช่วยให้สามารถเลือกวิธีป้องกันและดูแลผิวได้อย่างเหมาะสม

ความเสียหายของเส้นเลือด ฝ้าเลือดเกิดจากอะไร สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดฝ้าเลือด

ฝ้าเลือด (Vascular melasma) เกิดจากความผิดปกติของเส้นเลือดใต้ผิว เมื่อเส้นเลือดถูกการกระตุ้นมากเกินไปหรือเสียหาย จะทำให้เกิดการสะสมของเม็ดเลือดใต้ผิว ส่งผลให้สีผิวเปลี่ยนไปเป็นสีแดงผสมน้ำตาล โดยความเสียหายของเส้นเลือดเกิดได้จากหลายปัจจัย ดังนี้

เส้นเลือดขยายตัวเกินปกติ จากปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น แสงแดด ความร้อน หรือการอักเสบ ซึ่งการที่เส้นเลือดใต้ผิวต้องขยายตัวบ่อย ๆ จะทำให้

  • เส้นเลือดทำงานหนักเกินไป  
  • ผนังหลอดเลือดเริ่มบางและไวต่อการขยายตัว 
  • เกิดการอักเสบเรื้อรัง  
  • เส้นเลือดจะคุ้นเคยกับภาวะขยายตัว กลายเป็นภาวะที่แดงง่าย ร้อนง่าย และไวต่อการกระตุ้นมากขึ้น 

 

ผนังเส้นเลือดอ่อนแอหรือบางลง ทำให้เส้นเลือดไวต่อการเสียหายมากขึ้นและเกิดผลเสียต่อผิวหลายด้าน โดยปัจจัยที่ทำให้ผนังเส้นเลือดอ่อนแอหรือบางลง มีดังนี้

  • การอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากการใช้สกินแคร์แรง ๆ การเสียดสี หรือสิ ทำให้ผนังเส้นเลือดถูกทำร้ายตลอด จนทำให้ผนังเส้นเลือดเปราะและเสื่อมลงเรื่อย ๆ 
  • ฮอร์โมนบางชนิด ทำให้เส้นเลือดไวและขยายง่ายขึ้น ทำให้ผนังเส้นเลือดบางลง ส่งผลให้เกิดฝ้าเลือดได้ง่ายขึ้น
  • อายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้โครงสร้างหลอดเลือดเสื่อม บาง แตกง่าย จึงเกิดรอยแดงหรือฝ้าเลือดชัดขึ้น
  • ผิวบางและเส้นเลือดชั้นตื้น ทำให้เส้นเลือดถูกกระตุ้นหรือทำร้ายได้ง่ายเมื่อเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดฝ้าเลือด 

 

เกิดเลือดรั่วใต้ผิว (Hemosiderin Deposition) เกิดหลังจากผนังเส้นเลือดอ่อนแอหรือมีการอักเสบจนเม็ดเลือดแดงหลุดออกมานอกหลอดเลือด โดยหลังจากนี้จะเกิดกระบวนการต่อไปที่จะทำให้เกิดฝ้าเลือดสีแดงน้ำตาล ดังนี้

  • เม็ดเลือดแดงที่ออกมานอกเส้นเลือดจะแตกตัว 
  • ร่างกายจะสลายเม็ดเลือดแดงที่แตก 
  • เกิดสารสีเข้มสะสมในชั้นผิว 
  • ผิวกลายเป็นสีแดงน้ำตาลหรือที่รู้จักกันใน “ฝ้าเลือด” ซึ่งจะจางหายยาก เพราะเป็นการสะสมของเม็ดสีจากเลือด ไม่ได้เป็นเพียงแค่เมลานิน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดฝ้าเลือดเกิดจากอะไร?

ฝ้าเลือด (Vascular melasma) มักเกิดจากการสะสมของเม็ดสีเมลานินและเลือดที่ซึมเข้าสู่ผิวหนัง ทำให้เกิดรอยแดงหรือสีน้ำตาลอมแดงชัดเจนบริเวณผิวหนัง ซึ่งการเกิดฝ้าเลือดสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ดังนี้

  • ความเสียหายของเส้นเลือดเล็กในผิว 

ความเสียหายของเส้นเลือดเล็ก ๆ ในผิว ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝ้าแดงหรือฝ้าเลือด (Vascular melasma) บนใบหน้าได้ง่าย เนื่องจากเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังที่เกิดการแตกหรือรั่ว จะทำให้เลือดเล็ก ๆ ไหลออกมาและสะสมอยู่ในชั้นผิวหนัง เมื่อร่างกายไม่สามารถกำจัดเลือดได้ จะเกิดการสะสมของเม็ดสีเลือดแดง ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นมีสีแดงคล้ำอมแดงหรือสีน้ำตาลแดง

  • แสงแดดและรังสี UV   

แสงแดดและรังสี UV ทำให้ฝ้าแดงชัดขึ้นและเกิดซ้ำง่าย จากการกระตุ้นเม็ดสีและขยายเส้นเลือดใต้ผิว 

  • ฮอร์โมนและพันธุกรรม 

ฮอร์โมนในร่างกายสามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดสีผิว ทำให้ฝ้าแดงหรือฝ้าเลือดเกิดได้ง่าย อีกทั้งพันธุกรรมก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ผิวบางหรือไวต่อรังสี UV ส่งผลให้เส้นเลือดใต้ผิวเห็นชัดและเม็ดสีสะสมง่าย 

  • การอักเสบหรือการบาดเจ็บของผิว  

การอักเสบหรือการบาดเจ็บของผิวเกิดจากสิว เช่น การถู กด หรือการทำทรีตเมนต์ผิวที่มีความรุนแรง  ซึ่งการทำให้ผิวอักเสบจะทำให้เส้นเลือดเล็กใต้ผิวหนังเสียหาย ทำให้ฝ้าแดงเด่นชัดขึ้นและทำให้ฝ้ายากต่อการรักษาฝ้าเลือดในอนาคตได้

  • ปัจจัยเสริมอื่น ๆ

นอกจากปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นแล้วยังมีปัจจัยเสริมอื่น ๆ เช่น ความร้อน มลภาวะ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด และโรคหรือยาบางชนิด ที่มีผลต่อการเกิดฝ้าได้เช่นเดียวกัน การควบคุมปัจจัยเหล่านี้ช่วยลดความรุนแรงและการเกิดซ้ำของฝ้าเลือดได้

ฝ้าเลือดมักเกิดจากการสะสมของเม็ดสีเมลานินและเลือดที่ซึม โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดฝ้าเลือดมีความเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยร่วมกัน การทราบถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดฝ้าเลือดได้นั้นช่วยป้องกัน และเลือกวิธีการรักษาฝ้าเลือดที่เหมาะสมได้

 

ฝ้าเลือดเกิดบริเวณใดได้บ้าง?

ฝ้าเลือด (Vascular melasma) สามารถเกิดได้บนใบหน้าและบางส่วนของร่างกาย มักพบบ่อยบริเวณที่มีเส้นเลือดเล็กจำนวนมาก บริเวณที่มีผิวบอบบาง และบริเวณที่ได้สัมผัสกับแสงแดดและความร้อนบ่อย ๆ โดยบริเวณที่มักเกิดฝ้าเดือน มีดังนี้

  • บริเวณแก้ม เป็นบริเวณที่พบฝ้าเลือดได้บ่อย เพราะเป็นตำแหน่งที่มีเส้นเลือดฝอยจำนวนมากและมีผิวบอบบาง
  • บริเวณโหนกแก้ม  เป็นบริเวณที่มีรอยฝ้าเด่นและฟุ้งชัดขึ้นเมื่อโดนแสงแดดหรือสัมผัสกับความร้อน
  • บริเวณรอบดวงตา เป็นบริเวณที่ผิวบอบบาง ทำให้มีสีแดงอมน้ำตาลชัดและบางครั้งก็มีสีเปลี่ยนแปลงตามแสงอีกด้วย
  • บริเวณหน้าผาก เป็นบริเวณที่พบได้น้อย แต่หากโดนแดดบ่อยฝ้าเลือดสามารถเกิดและเห็นสีแดงเด่นขึ้นได้
  • บริเวณจมูก เป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดเล็กและผิวบอบบาง ทำให้ฝ้าเลือดแดงเห็นชัดและอาจกระจายเป็นจุดเล็ก ๆ
  • บริเวณคาง เป็นบริเวณที่พบได้ไม่บ่อย แต่อาจเกิดได้หากโดนแดดหรือความร้อนบ่อย ๆ 

ฝ้าเลือดมักเกิดในบริเวณที่มีเส้นเลือดฝอยเยอะและผิวบาง ซึ่งสามารถแดงมากขึ้นหรือคล้ำชัดขึ้นเมื่อโดนแสงแดดหรือความร้อน

 

ความแตกต่างระหว่างฝ้าเลือดกับฝ้าทั่วไป

ความแตกต่างระหว่างฝ้าเลือดกับฝ้าทั่วไป

 

ความแตกต่างระหว่างฝ้าเลือดกับฝ้าทั่วไป

ฝ้าเลือด (Vascular melasma) มีความแตกต่างจากฝ้าทั่วไปอยู่หลายประการทั้งสี ลักษณะ สาเหตุการเกิด และตำแหน่งที่พบ โดยฝ้าเลือดมีความแตกต่างจากฝ้าแบบทั่วไป ดังนี้

  • สีและลักษณะของฝ้า 

ฝ้าเลือดมักมีสีแดง น้ำตาลอมแดง หรือสีน้ำตาลเข้ม ขอบฟุ้งไม่ชัดเจน มีมิติของสีลึกและซับซ้อน ในขณะที่ฝ้าทั่วไปเป็นสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม ขอบค่อนข้างชัดเจน เป็นปื้นสม่ำเสมอ ไม่มีสีแดง

  • สาเหตุของฝ้า 

ฝ้าเลือดเกิดจากเม็ดสีเมลานินและเลือดที่รั่วจากเส้นเลือดเล็กใต้ผิว ในขณะที่ฝ้าทั่วไปเกิดจากการสะสมของเม็ดสีเมลานิน ไม่มีการสะสมของเลือด

  • ปัจจัยกระตุ้นและตำแหน่งที่พบบ่อย 

ฝ้าเลือดพบบ่อยในบริเวณแก้ม โหนกแก้ม รอบดวงตา และจมูก สีแดงชัดขึ้นเมื่อโดนแดด ความร้อน ในขณะที่ฝ้าทั่วไปพบได้ทั่วไปบนใบหน้า

  • การรักษา

ฝ้าเลือดรักษายากกว่า ต้องใช้หลายวิธีผสมผสานกัน ในขณะที่ฝ้าทั่วไปสามารถรักษาได้ง่ายกว่าและสามารถเลือกวิธีการรักษาที่หลากหลายตามประเภทและความรุนแรงของฝ้าที่เป็น

การแยกฝ้าแต่ละชนิดโดยเฉพาะการแยกฝ้าเลือดให้ออก จะช่วยเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมและช่วยให้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพได้ เนื่องจากฝ้าแต่ละชนิดก็ต้องการการรักษาที่แตกต่างกันออกไป การเข้าใจความแตกต่างระหว่างฝ้าเลือดและฝ้าทั่วไปช่วยให้สามารถเลือกวิธีป้องกันและรักษาได้ รวมถึงลดความเสี่ยงในการเกิดซ้ำหรือฝ้าลุกลามในอนาคตได้

 

เทียบเลเซอร์รักษาฝ้าเลือด 3 แบบยอดนิยม เลือกแบบไหนดี ?

เทียบเลเซอร์รักษาฝ้าเลือด 3 แบบยอดนิยม เลือกแบบไหนดี ?

 

เทียบเลเซอร์รักษาฝ้าเลือด 3 แบบยอดนิยม เลือกแบบไหนดี ?

ฝ้าเลือด (Vascular melasma) ไม่ได้เกิดจากเพียงแค่การสะสมของเม็ดสีเมลานินเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเสียหายของเส้นเลือดใต้ผิวหนังร่วมกับเม็ดสีเมลานินผิดปกติ ทำให้การรักษาด้วยเลเซอร์จึงต้องเลือกเลเซอร์ที่สามารถลดความผิดปกติของเส้นเลือด  ลดเม็ดสีเมลานินส่วนเกิน และลดการอักเสบไปพร้อมกัน โดยเลเซอร์ที่ได้รับความนิยมในการรักษาฝ้าเลือด มีดังนี้

 

1.รักษาฝ้าเลือดด้วยเลเซอร์ Sylfirm X Plus  

Sylfirm X Plus เป็นเทคโนโลยีเลเซอร์ที่ออกแบบมาเพื่อรักษาฝ้าเลือด โดยใช้พลังงานคลื่น Radio Frequency (RF) แบบ Dual Wave ผสานกับหัว Microneedling ทำให้สามารถแก้ปัญหาเส้นเลือดใต้ผิวที่ผิดปกติ ลดการอักเสบ และช่วยลดเม็ดสีที่สะสมได้ จึงช่วยลดเลือนฝ้าเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เป็นอันตราย

กลไกการทำงานของ Sylfirm X Plus ในการรักษาฝ้าเลือด

Sylfirm X Plus ใช้เทคโนโลยีการทำงาน 2 เทคโนโลยี ได้แก่ คลื่น Radio Frequency (RF) แบบ Dual Wave ผสานกับหัว Microneedling ในการรักษาฝ้าเลือด

  • คลื่น Radio Frequency (RF) แบบ Dual Wave จะทำหน้าที่จับตำแหน่งเส้นเลือดที่ผิดปกติ แล้วส่งพลังงานเพื่อให้เส้นเลือดหดตัว ลดรอยแดง และลดการอักเสบ พร้อมทั้งสลายเม็ดสีลึกอย่างอ่อนโยน
  • หัว Microneedling เป็นเข็มขนาดไมโครที่จะส่งพลังงานลงสู่ชั้นผิวที่มีปัญหาเส้นเลือดและเม็ดสี ช่วยให้พลังงานถูกปล่อยเฉพาะจุด ลดการบาดเจ็บผิว ลดโอกาสเกิดรอยดำ และกระตุ้นการซ่อมแซมในชั้นลึก

ข้อดีของการรักษาฝ้าเลือดด้วย Sylfirm X Plus  

  • ช่วยลดฝ้าเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อรอบข้าง และไม่ก่อให้เกิดอันตราย
  • ลดเส้นเลือดที่ผิดปกติใต้ผิว ทำให้รอยแดงและรอยฝ้าเลือดจางลง
  • สามารถใช้งานได้กับทุกสภาพผิว
  • พักฟื้นน้อย อาจเกิดผลข้างเคียงได้เล็กน้อย เพียงชั่วคราว
  • ช่วยฟื้นฟูผิวทำให้ผิวแข็งแรงและลดโอกาสการเกิดฝ้าเลือดซ้ำได้

Sylfirm X Plus เหมาะสำหรับ

  • Sylfirm X Plus เหมาะสำหรับฝ้าเลือด และฝ้าเลือดฝอย
  • Sylfirm X Plus เหมาะสำหรับฝ้าผสม
  • Sylfirm X Plus เหมาะสำหรับผู้ที่รักษาฝ้าด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล

 

2.รักษาฝ้าเลือดด้วยเลเซอร์ Dual Yellow Laser 

Dual Yellow Laser เป็นเลเซอร์ที่เน้นการลดรอยแดงและเม็ดสีในชั้นผิว จึงเหมาะผู้ที่มีฝ้าเลือด ซึ่งมีทั้งเม็ดสีและเส้นเลือดผิดปกติเกิดร่วมกัน

กลไกการทำงานของ Dual Yellow Laser ในการรักษาฝ้าเลือด

Dual Yellow Laser ใช้พลังงานเลเซอร์สองความยาวคลื่น ได้แก่ เลเซอร์แสงสีเหลืองที่มีความยาว 578 nm และเลเซอร์แสงสีเขียวที่มีความยาว 511 nm ในการรักษาฝ้าเลือด โดยทั้งสองความยาวคลื่นทำงานแตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

  • เลเซอร์แสงสีเหลืองความยาว 578 nm ช่วยทำหน้าที่ลดการขยายตัวของเส้นเลือด ลดการอักเสบใต้ผิว และลดความแดง
  • เลเซอร์แสงสีเหลืองความยาว 578 nm ช่วยทำหน้าที่ดูดซับเม็ดสีเมลานิน ลดเม็ดฝ้าได้อย่างอ่อนโยนโดยไม่ทำให้ผิวไหม้ ไม่รุนแรง และไม่เป็นอันตราย

ข้อดีของการรักษาฝ้าเลือดด้วย Dual Yellow Laser

  • ช่วยลดเส้นเลือดผิดปกติที่เป็นต้นเหตุของฝ้าเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ช่วยลดการสะสมของเม็ดสีได้อย่างอ่อนโยน โดยไม่ทำให้ผิวไหม้
  • ช่วยลดการอักเสบใต้ผิว 
  • ไม่เป็นอันตราย ไม่ต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตหลังทำได้อย่างปกติ
  • เหมาะกับผิวบาง ผิวแพ้ง่าย หรือผิวไวต่อความร้อน 

Dual Yellow Laser เหมาะสำหรับ

  • Dual Yellow Laser เหมาะสำหรับผู้ที่มีฝ้าเลือดชัด
  • Dual Yellow Laser เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายหรือผิวไวต่อเลเซอร์
  • Dual Yellow Laser เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการการรักษาฝ้าเลือดที่ไม่เป็นอันตราย ไม่ต้องพักฟื้น

 

3.รักษาฝ้าเลือดด้วยเลเซอร์ Pico Laser

Pico Laser เป็นเลเซอร์ที่ส่งพลังงานด้วยความเร็วสูงมากในระดับหนึ่งล้านล้านวินาที ทำให้สามารถเม็ดสีแตกตัวได้ละเอียดมากกว่าเลเซอร์ทั่วไป โดยไม่ทำให้เกิดความร้อนสะสมในผิว จึงเหมาะสำหรับการรักษาฝ้าเลือด

กลไกการทำงานของ Pico Laser ในการรักษาฝ้าเลือด

Pico Laser เป็นเลเซอร์รุ่นใหม่ที่ปล่อยพลังงานในระดับ Picosecond ทำให้จัดการเม็ดสีได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดผลข้างเคียงได้มากกว่า โดย Pico Laser มีกลไกการทำงาน ดังนี้

  • ช่วยแตกเม็ดสีเป็นอนุภาคเล็กละเอียดกว่าเดิม
  • ลดเม็ดสีแบบไม่ความร้อนสูง และลดโอกาสผิวไหม้
  • กระตุ้นซ่อมแซมผิวและช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่
  • ลดความเข้มของฝ้าเลือด
  • ไม่เป็นอันตรายแม้กับผิวแพ้ง่าย ผิวบาง หรือมีเส้นเลือดเยอะ

ข้อดีของการรักษาฝ้าเลือดด้วย Pico Laser

  • ไม่เป็นอันตรายสำหรับฝ้าเลือด ไม่กระตุ้นเส้นเลือดให้ขยายตัว
  • ลดการอักเสบหลังทำเลเซอร์ 
  • ลดเม็ดสีฝ้าบริเวณที่เห็นเป็นสีน้ำตาลเด่นได้ดีมาก
  • ไม่ทำให้ผิวบาง ไม่ทำให้ไวต่อแดดเพิ่ม
  • ช่วยเสริมผลการรักษาฝ้าเลือดร่วมกับเลเซอร์ลดเส้นเลือด

Pico Laser เหมาะสำหรับ

  • Pico Laser เหมาะสำหรับผู้ที่มีฝ้าเลือดแบบผสม แต่มีเม็ดสีเด่นมาก
  • Pico Laser เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดเม็ดสีในชั้นลึก โดยไม่ทำให้ผิวอักเสบ
  • Pico Laser เหมาะสำหรับผู้ที่มีฝ้าเลือดที่เกิดร่วมกับปัญหาผิวอ่อนแอ
  • Pico Laser เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทำร่วมกับเลเซอร์ที่ลดเส้นเลือด

 

วิธีการรักษาฝ้าเลือดควรเน้นไปที่การรักษาแบบใด ?

ฝ้าเลือด (Vascular melasma) ต้องการการรักษาที่แตกต่างจากการรักษาฝ้าแบบทั่วไป เนื่องจากฝ้าเลือดมีความเกี่ยวข้องกับเส้นเลือดใต้ผิวหนังที่ผิดปกติร่วมด้วย ทำให้การรักษายากกว่าและไวต่อการอักเสบมากกว่าฝ้าทั่วไป โดยการรักษาฝ้าเลือดควรเน้นไปที่การรักษา ดังต่อไปนี้

  • เน้นการรักษาเส้นเลือด ช่วยลดเลือดคั่ง เส้นเลือดรั่ว และรอยแดง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดฝ้าเลือด
  • เน้นการลดการสะสมของเม็ดสีอย่างอ่อนโยน ไม่กระตุ้นการอักเสบ ไม่แรงเกินไป เพราะถ้าหากทำให้ผิวอักเสบ ผิวจะยิ่งสร้างเม็ดสีเพิ่มและทำให้ฝ้าเลือดรุนแรงมากขึ้นได้
  • เน้นการลดการอักเสบและฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว เพื่อให้ผลการรักษาเสถียรและลดการกลับมาเป็นซ้ำ  

 

ฝ้าเลือดอันตรายไหม ?

ฝ้าเลือด (Vascular melasma) เป็นปัญหาผิวหนังที่เกิดจากการสะสมของเม็ดสีเมลานินร่วมกับเลือดที่รั่วจากเส้นเลือดเล็กใต้ผิว แม้ฝ้าเลือดจะไม่ได้ให้อันตรายต่อร่างกายโดยตรง แต่ควรระวังในหลายด้าน เพราะแม้จะไม่ส่งผลต่ออวัยวะภายใน แต่การปล่อยละเลยไว้ อาจทำให้สีแดงคล้ำชัดขึ้น ฝ้าลึก และรักษายากขึ้นได้ นอกจากนี้ฝ้าเลือดยังส่งผลต่อความงามของผิว ทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ หมองคล้ำ และอาจกระทบต่อความมั่นใจของผู้ที่มีปัญหาฝ้าเลือดได้

 

ฝ้าเลือดหายเองได้หรือเปล่า

ฝ้าเลือด (Vascular melasma) เกิดจากการสะสมของเม็ดสีเมลานินร่วมกับการซึมของเลือดใต้ผิวหนัง ทำให้ฝ้าเลือดที่เกิดขึ้นไม่สามารถหายเองได้โดยไม่รักษา เนื่องจากเม็ดสีและเลือดที่สะสมอยู่ใต้ผิวไม่สามารถสลายตัวเองได้ ซึ่งถ้าหากปล่อยไว้นานรอยฝ้าฝังลึกมากขึ้น ทำให้ฝ้ารักษาได้ยากและมีโอกาสกลับมาเกิดซ้ำได้ง่าย 

 

ทำไมฝ้าเลือดรักษายากกว่าฝ้าชนิดอื่น ?

ทำไมฝ้าเลือดรักษายากกว่าฝ้าชนิดอื่น ?

 

ทำไมฝ้าเลือดรักษายากกว่าฝ้าชนิดอื่น ?

ฝ้าเลือด (Vascular melasma) เป็นรูปแบบฝ้าที่เกิดจากปัญหาเส้นเลือดร่วมด้วยกับการสะสมของเม็ดสีเมลานิน ทำให้การรักษาฝ้าเลือดมีความซับซ้อนและยากกว่าการรักษาฝ้าแบบทั่วไป โดยเหตุผลที่ทำให้การรักษาฝ้าเลือดยากกว่าฝ้าชนิดอื่น มีดังนี้

  • เกิดจากการสะสมของเม็ดสีเมลานินและเส้นเลือดที่ผิดปกติร่วมด้วย ทำให้การรักษาต้องรักษาทั้งเม็ดสีและเส้นเลือดไปพร้อมกัน เพราะถ้าหากรักษาอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว ผลลัพธ์การรักษาอาจจะไม่ดีหรือกลับมาเป็นซ้ำเร็วมาก
  • เส้นเลือดผิดปกติทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำให้ผิวบริเวณนั้นมีอาการอักเสบตลอดเวลา จึงส่งผลต่อปัญหาผิวต่าง ๆ ตามมาและทำให้ฝ้าเลือดเป็นซ้ำง่าย แม้รักษาหายแล้ว
  • ผิวของคนที่มีฝ้าเลือดมักอ่อนแอและไวต่อแสงมาก ทำให้การรักษาต้องเลือกวิธีที่อ่อนโยน เพราะถ้าหากใช้วิธีรุนแรงจะยิ่งกระตุ้นให้ฝ้าเข้มขึ้นหรือรุนแรงขึ้นได้
  • ตอบสนองต่อการรักษาช้ากว่าฝ้าแบบทั่วไป เพราะมีเส้นเลือดผิดปกติร่วมด้วย จึงต้องอาศัยการรักษาเส้นเลือดควบคู่กันเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงต้องทำอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง 
  • โอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูงกว่าฝ้าทั่วไป หากไม่รักษาอาการผิดปกติของเส้นเลือดร่วมด้วย แม้จะทำการรักษาลดเม็ดสีไปแล้ว แต่เส้นเลือดใต้ผิวยังคงมีความผิดปกติอยู่ ก็จะสามารถกระตุ้นให้ผิวเกิดการอักเสบและผลิตเม็ดสีเพิ่มขึ้นได้ง่าย ทำให้ฝ้ายังคงมีโอกาสเข้มขึ้นทันทีเมื่อเจอปัจจัยกระตุ้น

 

ปัจจัยกระตุ้นหรือทำให้ฝ้าเลือดลุกลามรุนแรงขึ้น

ฝ้าเลือด (Vascular melasma) เป็นฝ้าที่รักษาได้ยากกว่าฝ้าประเภทอื่น ๆ อีกทั้งพฤติกรรมบางอย่างและการดูแลผิวที่ผิดวิธี จะสามารถทำให้ฝ้าเลือดลามเร็วขึ้น สีเข้มขึ้น และใช้เวลารักษานานกว่าเดิมโดยเฉพาะกลุ่มที่มีเส้นเลือดฝอยอ่อนแอหรือไวต่อการอักเสบของผิว โดยปัจจัยที่จะทำให้ฝ้าเลือดมีความรุนแรงขึ้น มีดังนี้

  • การสัมผัสกับแดดบ่อยหรือแดดแสง

แสงแดดเป็นตัวกระตุ้นหลักที่ทำให้ฝ้าเลือดรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแดด หรือแม้แต่แสงจากหน้าจอมือถือ คอมพิวเตอร์ก็สามารถเร่งให้ฝ้าเข้มขึ้นได้ในระยะยาวได้เช่นกัน 

  • พฤติกรรมที่ทำให้ใบหน้าแดงบ่อย เสี่ยงทำให้ฝ้าลุกลาม

พฤติกรรมทีทำให้ใบหน้าแดงเป็นประจำเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถเร่งให้ฝ้าเลือดรุนแรงขึ้นและขยายลามได้เร็วกว่าเดิม เพราะพฤติกรรมที่ทำให้หน้าแดงมักเกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำงานของเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้าเลือด โดยพฤติกรรมที่ทำให้หน้าแดงบ่อยและผลต่อฝ้าเลือด มีดังนี้

  • การออกกำลังกายหนักจนหน้าแดงจัด  
  • การกินของเผ็ดร้อน  
  • การดื่มแอลกอฮอล์ 
  • การอยู่ในที่ร้อนจัด เช่น หน้าเตา, อบซาวน่า, ร้านนวดอบตัว 
  • ความเครียดและนอนน้อย
  • การทำเลเซอร์ที่ไม่เหมาะกับฝ้าเลือด

การทำเลเซอร์รักษาฝ้าเลือดซับซ้อนมากกว่าฝ้าทั่วไป เพราะมีความเกี่ยวข้องทั้งเม็ดสีและเส้นเลือดที่ผิดปกติ หากเลือกเลเซอร์ผิดประเภท ใช้พลังงานแรงเกิน หรือไม่เหมาะกับสภาพผิว อาจทำให้ฝ้าแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด

  • ใช้ครีมที่มีสเตียรอยด์

การใช้ครีมผสมสเตียรอยด์เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฝ้าเลือดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงให้ฝ้าเลือดเข้มขึ้น กระจายกว้างขึ้น และรักษายากกว่าเดิมอย่างมาก รวมถึงส่งผลเสียทั้งระยะสั้นและระยะยาวต่อผิวอีกด้วย

  • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวระคายเคือง

การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์แรงหรือไม่เหมาะกับสภาพผิว อาจทำให้เกิดการระคายเคืองสะสม จนทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและกระตุ้นให้ฝ้าเลือดรุนแรงขึ้นได้

ฝ้าเลือดเป็นหนึ่งในปัญหาผิวที่ไวต่อการอักเสบและการขยายตัวของเส้นเลือด ทำให้พฤติกรรมบางอย่างสามารถทำให้ฝ้าเลือดลุกลามเร็วขึ้น สีเข้มขึ้น และรักษายากกว่าเดิมได้ โดยเฉพาะถ้าผิวอ่อนแอหรือเส้นเลือดมีความไวต่อความร้อน

ฝ้าเลือดเป็นฝ้าชนิดหนึ่งที่มีทั้งปัญหาเม็ดสีและเส้นเลือดผิดปกติอยู่ร่วมกัน ทำให้ผิวมีสีแดงคล้ำมากกว่าฝ้าทั่วไปและรักษายากกว่า ซึ่งสาเหตุหลักมาจากแสงแดด รังสี UV ฮอร์โมนที่แปรปรวน การอักเสบเรื้อรังจากเส้นเลือดฝอยที่รั่ว รวมถึงปัจจัยด้านพันธุกรรมและอายุที่เพิ่มขึ้น  

โดยฝ้าเลือดมักปรากฏบริเวณแก้ม หน้าผาก และสันจมูก มีลักษณะเป็นปื้นแดงน้ำตาล เห็นเส้นเลือดจาง ๆ ใต้ผิว และตอบสนองต่อการรักษาน้อยกว่าฝ้าทั่วไป เนื่องจากมีปัจจัยเกี่ยวข้องทั้งการสะสมของเม็ดสี การอักเสบ และความผิดปกติของเส้นเลือด ทำให้การรักษาฝ้าเลือดที่ได้ผลต้องเน้นการจัดการทั้งเส้นเลือดและเม็ดสีควบคู่กัน นอกจากนี้ฝ้าเลือดไม่สามารถหายเองได้ แต่สามารถควบคุมให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยการรักษาที่ถูกวิธีและเหมาะกับสภาพผิว

[elementor-template id="15452"]