บทความ

Vitaran vs Rejuran เทียบชัดความต่างของโปรแกรมฟื้นฟูผิว

Vitaran vs Rejuran

ในปัจจุบันมีการพัฒนาโปรแกรมในกลุ่ม Polynucleotide (PN) ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโปรแกรม Vitaran และ Rejuran ที่กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมากในวงการความงาม ซึ่งหลาย ๆ คนที่กำลังมองหาตัวช่วยในการฟื้นฟูผิวอาจมีความสงสัยว่า Vitaran vs Rejuran ต่างกันอย่างไร? เลือกฉีดโปรแกรมไหนดี? บทความนี้จะพามาเปรียบเทียบ Vitaran vs Rejuran อย่างละเอียด

 

Vitaran vs Rejuran ต่างกันอย่างไร?

Vitaran vs Rejuran ต่างกันอย่างไร?

 

Vitaran vs Rejuran ต่างกันอย่างไร?

แม้โปรแกรม Vitaran vs Rejuran จะมีส่วนประกอบของ Polynucleotide (PN) เหมือนกัน แต่ก็มีแหล่งกำเนิด เทคโนโลยีการผลิต จำนวนครั้งที่ฉีด และระยะเวลาคงอยู่ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้

แหล่งกำเนิด

  • Vitaran เป็นโปรแกรมที่มีส่วนประกอบของ Polynucleotide (PN) ความเข้มข้น 20 mg. ต่อ 1 ไซริงค์ ซึ่งมีการสกัดจากปลาเทราต์ที่ถูกเลี้ยงระบบปิด ภายใต้มาตรฐานการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดตลอดกระบวนการผลิต ก่อนนำมาผ่านการสกัดเพื่อให้ได้สาร PN ที่มีความบริสุทธิ์สูง โดยปราศจากการปนเปื้อนของเชื้อโรค สารเคมี หรือสารพิษจากสิ่งแวดล้อม 
  • Rejuran เป็นโปรแกรมที่มีส่วนประกอบของ Polynucleotide (PN) ความเข้มข้น 20 mg. ต่อ 1 ไซริงค์ ซึ่งสกัดจากปลาแซลมอนที่อาศัยอยู่ในทะเลธรรมชาติ ก่อนนำมาผ่านกระบวนการผลิตและสกัด เพื่อให้ได้สาร PN ที่มีความบริสุทธิ์สูง จึงสามารถเข้ากับผิวหนังได้ดีและลดความเสี่ยงต่อการแพ้

 

เทคโนโลยีที่ใช้

  • Vitaran มีการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ชื่อว่า MoT (Molecular Weight Optimal Technology) ร่วมกับ pH Optimization ซึ่งเป็นกระบวนการที่ช่วยควบคุมขนาดและโครงสร้างของโมเลกุลให้มีความเหมาะสมและคงตัวมากขึ้น ส่งผลให้สารสามารถกระจายตัวในชั้นผิวได้ดี พร้อมช่วยยืดระยะเวลาคงอยู่ของผลลัพธ์ให้ยาวนานขึ้น และช่วยลดความเจ็บระหว่างการฉีด
  • Rejuran มีการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ชื่อว่า DOT™ (DNA Optimizing Technology) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้ PN มีความบริสุทธิ์ โดยมุ่งเน้นการคงโครงสร้างของ DNA ไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้สารสามารถเข้ากับเนื้อเยื่อได้ดี พร้อมลดโอกาสการเกิดปฏิกิริยาตอบสนองจากระบบภูมิคุ้มกัน

 

จำนวนครั้งที่ฉีด

  • Vitaran โดยทั่วไปแพทย์มักแนะนำให้ฉีดอย่างต่อเนื่อง 3 ครั้ง เว้นระยะห่างกัน 1 เดือน เพื่อให้ผิวได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งจะใช้ปริมาณในการฉีดแต่ละครั้งประมาณ 2 – 4 CC หลังจากนั้นสามารถเข้ารับการฉีดเพื่อคงผลลัพธ์ได้ทุก 3 เดือน หรือตามการประเมินของแพทย์
  • Rejuran โดยทั่วไปแพทย์มักแนะนำให้ฉีดอย่างต่อเนื่อง 4 ครั้ง เว้นระยะห่างกัน 2 – 4 สัปดาห์ เพื่อให้ผิวมีเวลาฟื้นฟูและตอบสนองต่อการรักษาอย่างเหมาะสม ซึ่งจะใช้ปริมาณในการฉีดแต่ละครั้งประมาณ 2 – 4 CC หลังจากนั้นสามารถเข้ารับการฉีดเพื่อคงผลลัพธ์ได้ทุก 3 – 6 เดือน หรือตามการประเมินของแพทย์

 

ผลลัพธ์คงอยู่

  • Vitaran เมื่อทำฉีดอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์ ผลลัพธ์จะสามารถคงอยู่ได้นานประมาณ 9 – 12 เดือน ทั้งนี้ระยะเวลาการคงผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการปฏิบัติตัวหลังฉีด 
  • Rejuran เมื่อทำฉีดอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์ ผลลัพธ์จะสามารถคงอยู่ได้นานประมาณ 4 – 6 เดือน ทั้งนี้ระยะเวลาการคงผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการปฏิบัติตัวหลังฉีด 

 

Vitaran vs Rejuran เหมาะกับใคร?

Vitaran vs Rejuran เหมาะกับใคร?

 

Vitaran vs Rejuran เหมาะกับใคร?

ใครที่เหมาะกับการฉีด Vitaran?

  • ผู้ที่มีผิวแห้ง ขาดน้ำ และลอกเป็นขุย
  • ผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ระคายเคืองง่าย และผิวอ่อนแอ
  • ผู้ที่มีผิวแดง เป็นสิวอักเสบ หรือมีแนวโน้มเป็นสิวง่าย
  • ผู้ที่มีรอยดำและรอยแดงจากสิว
  • ผู้ที่มีผิวคล้ำเสียจากแสงแดดและมลภาวะ
  • ผู้ที่มีผิวไม่เรียบเนียน รูขุมขนกว้าง และมีรอยแผลเป็นตื้น ๆ
  • ผู้ที่มีผิวหมองคล้ำ ผิวไม่กระจ่างใส และสีผิวไม่สม่ำเสมอ
  • ผู้ที่มีผิวขาดความยืดหยุ่นและไม่เฟิร์มกระชับ
  • ผู้ที่มีผิวโทรม ไม่เปล่งปลั่ง และขาดการบำรุง
  • ผู้ที่มีริ้วรอยเล็ก ๆ หรือมีริ้วรอยในระยะแรก

หมายเหตุ ก่อนฉีด Vitaran ควรปรึกษาแพทย์และแจ้งประวัติสุขภาพให้แพทย์ทราบ ทั้งประวัติโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ ประวัติการทำหัตถการ และยาที่รับประทานอยู่

 

ใครที่เหมาะกับการฉีด Rejuran?

  • ผู้ที่มีผิวขาดความชุ่มชื้น แห้งกร้าน และแต่งหน้าไม่ติด
  • ผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ระคายเคืองง่าย และผิวอ่อนแอ
  • ผู้ที่มีผิวไม่เรียบเนียน รูขุมขนกว้าง และมีหลุมสิวตื้น ๆ
  • ผู้ที่มีผิวหมองคล้ำ ผิวไม่กระจ่างใส และสีผิวไม่สม่ำเสมอ
  • ผู้ที่มีจุดด่างดำ รอยดำ และรอยแดงจากสิว
  • ผู้ที่ต้องเผชิญกับแสงแดดและมลภาวะสะสม
  • ผู้ที่มีผิวไม่เฟิร์มกระชับและขาดความยืดหยุ่น
  • ผู้ที่มีริ้วรอยเล็ก ๆ หรือมีริ้วรอยในระยะแรก
  • ผู้ที่มีผิวโทรม ไม่เปล่งปลั่ง และขาดการบำรุง

หมายเหตุ ก่อนฉีด Rejuran ควรปรึกษาแพทย์และแจ้งประวัติสุขภาพให้แพทย์ทราบ ทั้งประวัติโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ ประวัติการทำหัตถการ และยาที่รับประทานอยู่

 

คุณสมบัติของ Vitaran vs Rejuran 

Vitaran มีคุณสมบัติอย่างไร?

  • ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวจากภายใน ลดปัญหาผิวหยาบกร้านและขาดน้ำ
  • ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน 
  • ช่วยเสริมโครงสร้างผิวให้มีความแข็งแรงและยืดหยุ่นมากขึ้น
  • ช่วยลดการอักเสบของผิว ลดความแดง และฟื้นฟูผิวที่มีปัญหาสิว
  • ช่วยซ่อมแซมผิวที่เสื่อมสภาพจากแสงแดดและมลภาวะ
  • ช่วยลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ และเพิ่มความกระชับให้ผิว
  • ช่วยกระชับรูขุมขนและส่งเสริมการฟื้นฟูรอยแผลเป็นตื้น ๆ
  • ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว เพิ่มการไหลเวียนเลือด และปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ
  • ช่วยลดเลือนรอยดำและรอยแดงหลังสิว
  • ช่วยปลอบประโลมผิวที่บอบบางหรืออ่อนแอง่าย 
  • ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวให้ผิวแข็งแรง ลดความไวต่อการระคายเคือง

 

Rejuran มีคุณสมบัติอย่างไร?

  • ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ปรับผิวให้ฉ่ำวาว และดูสุขภาพดีจากภายใน
  • ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวที่เสื่อมสภาพและปรับสมดุลการทำงานของเซลล์ผิว
  • ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินเพิ่มขึ้น
  • ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความกระชับของผิว
  • ช่วยกระตุ้น Growth Factor เพื่อให้ซ่อมแซมเซลล์ผิว
  • ช่วยเพิ่มความกระจ่างใสและปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ
  • ช่วยลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ ที่ปรากฏอยู่บนผิว
  • ช่วยลดเลือนรอยดำและรอยแดงจากสิว
  • ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงและทนทานต่อปัจจัยภายนอกมากขึ้น
  • ช่วยกระชับรูขุมขน ปรับผิวให้เรียบเนียน และลดเลือนหลุมสิวตื้น ๆ

 

จะเห็นได้ว่า Vitaran vs Rejuran แม้จะเป็นโปรแกรมฟื้นฟูผิวในกลุ่ม Polynucleotide (PN) เหมือนกัน แต่ก็มีแหล่งที่มา เทคโนโลยี จำนวนครั้งที่ฉีด ระยะเวลาคงอยู่ และคุณสมบัติที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนั้นสำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจว่าจะฉีดโปรแกรมไหนดีระหว่าง Vitaran vs Rejuran แนะนำให้เข้ารับการปรึกษาแพทย์ที่ รมย์รวินท์คลินิก เพื่อให้แพทย์ประเมินสภาพผิว วิเคราะห์ปัญหา และเลือกโปรแกรมการรักษาที่เหมาะสม ทำให้ได้รับผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์การดูแลผิวในระยะยาว

*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด