บทความ
ฝ้าลึก

ทำความเข้าใจ “ฝ้าลึก” ทั้งสาเหตุ วิธีป้องกัน และวิธีรักษาที่ได้ผล

ฝ้าลึก ปัญหาผิวที่เกิดจากการสะสมเม็ดสีในชั้นลึก ทำให้มีสีเข้ม จุดใหญ่ และตอบสนองต่อการรักษาช้ากว่าฝ้าแบบทั่วไป การทำความเข้าใจฝ้าลึกในทุกมิติจะช่วยให้คุณสามารถเลือกวิธีการรักษาและดูแลผิวได้อย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงการเป็นฝ้าเรื้อรังในระยะยาวได้อีกด้วย

ในบทความนี้จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้าลึก, ปัจจัยกระตุ้น, วิธีป้องกันไม่ให้ฝ้าเข้มขึ้น, รวมถึงแนวทางการรักษาฝ้าลึกที่ได้ผลจริง พร้อมให้คำแนะนำที่จะช่วยให้คุณดูแลผิวได้อย่างไม่เป็นอันตรายและลดโอกาสการเกิดฝ้าลึกซ้ำในอนาคต

 

ฝ้าลึกคืออะไร ?

ฝ้าลึกคืออะไร ?

 

ฝ้าลึกคืออะไร ?

ฝ้าลึก (Dermal Melasma) คือ ฝ้าที่มีการสะสมของเม็ดสีเมลานินในชั้นหนังแท้ (Dermis) ซึ่งอยู่ในชั้นลึกทำให้รักษาได้ยากกว่า เห็นผลลัพธ์การรักษาได้ช้ากว่าฝ้าประเภทอื่น ๆ และมีแนวโน้มในการกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย เพราะมีการสะสมของเม็ดสีเมลานินฝังชั้นลึกลงไปถึงผิวชั้นล่าง 

 

ลักษณะของฝ้าลึก

ฝ้าลึก (Dermal Melasma) เป็นปัญหาผิวที่แก้ไขยากเพราะเป็นฝ้าที่เกิดจากเม็ดสีเมลานินที่สะสมอยู่ลึกถึงชั้นหนังแท้ (Dermis) ทำให้มีสีเข้ม จุดใหญ่กว่าฝ้าทั่วไป โดยลักษณะของฝ้าลึกที่พบได้บ่อย สามารถสังเกตได้จากลักษณะ ดังนี้

  • ฝ้าลึกมีสีฝ้าออกเทา ๆ น้ำเงิน หรือมีสีน้ำตาลอมเทา
  • ขอบเขตไม่ชัดเจน ทำให้เหมือนดูเงาบนผิวหน้า
  • ฝ้าลึกมีลักษณะฟุ้ง กระจายเป็นปื้นกว้าง ซึ่งมักขึ้นแบบสมมาตรทั้งสองข้างของใบหน้า
  • พบได้บ่อยในบริเวณที่โดนแดดมาก เช่น โหนกแก้ม หน้าผาก สันจมูก และเหนือริมฝีปาก
  • มีการสะสมของเม็ดสีเมลานินในชั้นลึกถึงหนังชั้นแท้ (Dermis) 

 

กลไกที่ทำให้เกิดฝ้าลึก

ฝ้าลึก (Dermal Melasma) เป็นฝ้าที่มีสาเหตุการเกิดความซับซ้อนมากกว่าฝ้าตื้น เนื่องจากไม่ได้เกิดจากการสะสมของเม็ดสีเมลานินเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความผิดปกติหลายระบบในผิว โดยกลไกที่ทำให้เกิดฝ้าลึก มีดังนี้

  • เมลานินถูกสร้างมากเกินไปจากการถูกกระตุ้นด้วยปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ 
  • เมลานินตกลงลึกสู่ชั้นหนังแท้ (Dermis) เพราะโครงสร้างผิวชั้นล่างเสียหาย 
  • การอักเสบผิวเรื้อรัง ทำให้โครงสร้างผิวเสียจึงทำให้เม็ดสีถูกสร้างต่อเนื่อง
  • การเสื่อมของโครงสร้างผิวลึก (Dermal Matrix Breakdown) ทำให้เม็ดสีเมลานินค้างอยู่ลึกและจางลงได้ยากขึ้น

 

ปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดฝ้าลึก

ปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดฝ้าลึก (Dermal Melasma) มีทั้งปัจจัยภายในร่างกายและปัจจัยภายนอกที่เร่งให้เมลานินถูกสร้างมากขึ้น และซึมลึกลงสู่ชั้นหนังแท้ได้ง่ายขึ้น การเข้าใจปัจจัยเสี่ยงจะช่วยป้องกันและลดโอกาสการเกิดฝ้าลึกได้ โดยปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดฝ้าลึก มีดังนี้

  • แสงแดด รังสี UV และแสงสีฟ้า (Blue Light) มีผลกระตุ้นให้เมลาโนไซต์ผลิตเมลานินมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้ผิวเกิดการอักเสบในผิวได้อีกด้วย
  • ความร้อนที่สะสมบนผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นจากความร้อนจากเตา ซาวน่า ไดร์เป่าผม หรือการอยู่ในสภาวะแวดล้อมร้อนจัด จะกระตุ้นเมลาโนไซต์ให้ทำงานมากผิดปกติและเสี่ยงต่อฝ้าลุกลามเร็วขึ้น
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่มีบทบาทในการสร้างเม็ดสี เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจน , ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน  มีผลโดยตรงต่อการทำงานของเมลาโนไซต์ ทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ รุนแรงขึ้น
  • การอักเสบของผิวหนัง จะกระตุ้นให้เมลานินเพิ่มขึ้น ซึ่งการทำให้ผิวเกิดการอักเสบเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น การระคายเคืองจากสกินแคร์ สารเคมีรุนแรง ผิวไหม้แดด หรือการขัดผิวแรงเกินไป 
  • การเสื่อมของโครงสร้างผิวจากอายุ จะทำให้โครงสร้างผิวอ่อนแอ เกราะป้องกันผิวบางลง ส่งผลให้เม็ดสีเมลานินมีโอกาสลงสู่ชั้นหนังแท้ได้ง่ายขึ้น
  • พันธุกรรมของผิว ทำให้บางคนมีแนวโน้มเกิดฝ้าลึกได้ง่าย แม้จะได้รับการกระตุ้นเพียงเล็กน้อย 
  • ยาและฮอร์โมนบางประเภท สามารถเพิ่มความไวของผิวต่อการสร้างเม็ดสี ทำให้เมลานินถูกสร้างมากขึ้นและลงลึกกว่าเดิมได้
  • ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นส่วนสำคัญที่จะกระตุ้นเมลาโนไซต์ให้ผลิตเมลานินมากขึ้น อีกทั้งยังเพิ่มโอกาสเกิดฝ้าลึกและทำให้ฝ้าดำชัดขึ้นได้อีกด้วย
  • มลภาวะและฝุ่น PM2.5 ทำให้เกิดการอักเสบและทำลายชั้นกั้นผิว ทำให้ผิวอ่อนแอจนส่งผลให้เม็ดสีสะสมลึกลงในชั้นหนังแท้ได้ง่ายขึ้น และกระตุ้นให้ฝ้าเข้มเร็วกว่าปกติ

การเกิดฝ้าลึกเกิดได้จากการที่ผิวได้รับการกระตุ้นจากหลายปัจจัย ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ผิวอ่อนแอและทำให้เม็ดสีลงลึกถึงชั้นหนังแท้ ทำให้การป้องกันและการรักษาต้องดูแลผิวอย่างครอบคลุม 

 

ความแตกต่างระหว่างฝ้าลึกกับฝ้าทั่วไป

ความแตกต่างระหว่างฝ้าลึกกับฝ้าทั่วไป

 

ความแตกต่างระหว่างฝ้าลึกกับฝ้าทั่วไป

ฝ้าลึก (Dermal Melasma) มีความแตกต่างจากฝ้าแบบทั่วไปในหลายด้าน การเข้าใจความแตกต่างระหว่างฝ้าทั่วไปกับฝ้าลึกจะช่วยเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมได้ โดยความแตกต่างระหว่างฝ้าลึกกับฝ้าทั่วไป มีดังนี้

  • ตำแหน่งของเม็ดสี ฝัาทั่วไปจะมีเม็ดสีสะสมอยู่ในชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) ฝ้าลึกจะมีเม็ดสีตกลงไปถึงชั้นหนังแท้ (Dermis)
  • ลักษณะของสีฝ้า ฝัาทั่วไปมีสีน้ำตาลอ่อนถึงน้ำตาลเข้ม ขอบค่อนข้างชัดเจน ฝ้าลึกมีสีเทา น้ำตาลเทา หรือเทาอมฟ้า ขอบไม่ชัด ดูฟุ้งกระจาย
  • ระดับความยากในการรักษาและการตอบสนองต่อการรักษา ฝัาทั่วไปตอบสนองต่อการรักษาได้ดีเพราะเม็ดสีอยู่ในชั้นหนังกำพร้า ทำให้จางลงได้ค่อนข้างรวดเร็วและเห็นผลต่อเนื่อง ในขณะที่ฝ้าลึกตอบสนองช้ากว่าทำให้การรักษาต้องใช้พลังงานหรือตัวยาที่ส่งลงลึก หรือต้องใช้หลายวิธีร่วมด้วย
  • ระยะเวลาในการรักษา ฝัาทั่วไปใช้เวลาไม่นาน มักเห็นผลภายในไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือน ในขณะที่ฝ้าลึกใช้เวลาหลายเดือนถึงหลายเดือนต่อเนื่อง และต้องรักษาอย่างสม่ำเสมอ
  • สาเหตุของการเกิด ฝัาทั่วไปมักมีสาเหตุเกี่ยวข้องกับแดด ฮอร์โมน และการระคายเคืองผิวเป็นหลัก ในขณะที่ฝ้าลึกฝ้าลึกเกิดจากความผิดปกติหลายระบบในผิว

 

ฝ้าลึกและฝ้าทั่วไปมีความแตกต่างกันในหลายด้าน ทั้งตำแหน่งความลึก สี ความยากและระยะเวลาในการรักษา จนไปถึงสาเหตุการเกิด การเข้าใจความแตกต่างของฝ้าทั่วไปกับฝ้าลึก ช่วยให้เลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงเกิดซ้ำ และช่วยฟื้นฟูสุขภาพผิวโดยรวมได้อีกด้วย

 

เผย 4 วิธีรักษาฝ้าลึก พร้อมลดฝ้าให้จางลงอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ

เผย 4 วิธีรักษาฝ้าลึก พร้อมลดฝ้าให้จางลงอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ

 

เผย 4 วิธีรักษาฝ้าลึก พร้อมลดฝ้าให้จางลงอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ

ฝ้าลึก (Dermal Melasma) เป็นหนึ่งในปัญหาผิวที่แก้ไขยาก เพราะเม็ดสีและการอักเสบอยู่ลึกลงไปในชั้นหนังแท้ ทำให้การรักษาต้องใช้วิธีเฉพาะทางและต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง โดยการรักษาที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันคือการใช้เลเซอร์ ซึ่งสามารถส่งพลังงานลงลึกในการสลายเม็ดสีและลดการอักเสบได้อย่างแม่นยำ โดยเลเซอร์ที่ได้รับความนิยมในการรักษาฝ้าลึก ได้แก่ 

 

1.NU Pico Laser 

เลเซอร์รักษาฝ้าลึกด้วยการใช้เทคโนโลยีระดับพิโควินาทีที่ให้พลังงานแม่นยำและลงลึกถึงชั้นหนังแท้ ทำให้สามารถจัดการเม็ดสีเมลานินที่สะสมอยู่ในชั้นลึกได้อย่างแม่นยำ

การทำงานของ NU Pico Laser
NU Pico Laser ทำงานด้วยการปล่อยพลังงานความเร็วสูงระดับพิโควินาที ทำให้เม็ดสีเมลานินแตกตัว โดยไม่สร้างความเสียหายต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง ช่วยให้เข้าถึงเม็ดสีที่อยู่ลึกในชั้นหนังแท้(Dermis)ได้ดี อีกทั้งยังสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวแข็งแรงและดูเรียบเนียนขึ้นหลังการรักษาได้อีกด้วย

ข้อดีของการรักษาฝ้าลึกด้วย NU Pico Laser 

  • ลดการอักเสบและฟื้นฟูผิวในเวลาเดียวกัน
  • สลายเม็ดสีได้ลึกและแม่นยำ 
  • ลดการอักเสบและลดโอกาสเกิดรอยดำหลังเลเซอร์ (PIH) 
  • เจ็บน้อยกว่าและฟื้นตัวเร็ว  
  • ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิว กระตุ้นคอลลาเจน  
  • เมื่อทำต่อเนื่องมีส่วนช่วยลดโอกาสการเกิดฝ้าซ้ำในอนาคตได้

 

2.Sylfirm X Plus 

เลเซอร์รักษาฝ้าลึก Sylfirm X Plus เป็นเทคโนโลยีที่ผสานคลื่น RF กับระบบ Dual Wave (Pulsed & Continuous RF) ทำให้สามารถรักษาฝ้าลึกได้อย่างประสิทธิภาพ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีฝ้าลึกเรื้อรังหรือรักษามาหลายวิธีแต่ผลลัพธ์ยังไม่ชัดเจน

การทำงานของ Sylfirm X Plus 

RF ส่งพลังงานแบบเฉพาะเจาะจงลงสู่บริเวณที่มีเม็ดสีและเส้นเลือดผิดปกติในชั้นหนังแท้ โดยไม่สร้างความเสียหายต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง โดย Sylfirm X Plus จะมีเทคโนโลยี Dual Wave สามารถปล่อยพลังงานออกมาได้สองความยาวคลื่นภายในเครื่องเดียว ทำให้สามารถรักษาปัญหาผิวได้ลึกและครอบคลุม 

ข้อดีของการรักษาฝ้าลึกด้วย Sylfirm X Plus 

  • ช่วยจัดการฝ้าลึกได้อย่างแม่นยำ
  • ลดการอักเสบและฟื้นฟูผิวได้ในเครื่องเดียว
  • เหมาะทั้งฝ้าลึก, ฝ้าเลือด, ฝ้าเรื้อรัง 
  • หากทำต่อเนื่องช่วยลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำได้

 

3.Dual Yellow Laser 

เลเซอร์รักษาฝ้า Dual Yellow Laser ใช้พลังงานแสงสีเหลืองและสีเขียว 589 nm และ 532 nm ในการช่วยลดเม็ดสีและลดรอยแดงจากเส้นเลือดผิดปกติ ซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีฝ้าลึก ต้องการลดรอยแดง ควบคุมการอักเสบ และป้องกันการเกิดฝ้าใหม่

การทำงานของ Dual Yellow Laser 

Dual Yellow Laser ทำงานด้วยความยาวคลื่น 589 nm ในการจัดการเส้นเลือดผิดปกติในชั้นหนังแท้ ลดรอยแดง พร้อมด้วยความยาวคลื่น 532 nm ช่วยสลายเม็ดสีเมลานินอย่างแม่นยำ ซึ่งพลังงานที่ปล่อยออกมาจะไม่ทำลายผิวชั้นบน ลดความเสี่ยงการเกิดรอยดำหลังเลเซอร์ และยังช่วยลดการอักเสบในชั้นผิว ส่งผลให้การผลิตเม็ดสีลดลงในระยะยาวอีกด้วย

ข้อดีของการรักษาฝ้าลึกด้วย Dual Yellow Laser 

  • เหมาะสำหรับผู้ที่มีฝ้าลึกและรอยแดง
  • ลดการอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
  • ลดโอกาสการเกิดฝ้าลึกซ้ำในอนาคต
  • เจ็บน้อย ไม่ต้องพักฟื้น ไม่เป็นอันตราย
  • ลดรอยแดง รอยดำ จุดด่างดำ และเส้นเลือดฝอยได้พร้อม ๆ กัน 

 

4.Melasma Fade ที่รมย์รวินท์ 

Melasma Fade เป็นโปรแกรมการรักษาฝ้าที่ออกแบบมาเพื่อช่วยลดฝ้า โดยเน้นไปที่การยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเม็ดสีเมลานิน พร้อมทั้งช่วยลดการอักเสบ และฟื้นฟูผิว ทำให้ผิวแข็งแรง กระจ่างใส ลดโอกาสการเกิดฝ้าลึกซ้ำในอนาคตได้ 

การทำงานของ Melasma Fade ที่รมย์รวินท์ 

โปรแกรม Melasma Fade ทำงานด้วยการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการผลิตเม็ดสีที่มากเกินไปในชั้นผิว พร้อมช่วยลดการอักเสบ ผลัดเซลล์ผิว และฟื้นฟูผิว โดยไม่ทำลายผิวชั้นบนและไม่ก่อให้เกิดแผล 

ข้อดีของการรักษาฝ้าลึกด้วย Melasma Fade ที่รมย์รวินท์ 

  • จัดการฝ้าลึกได้อย่างแม่นยำ
  • ลดโอกาสการกลับมาเป็นฝ้าซ้ำ 
  • ลดฝ้า จุดด่างดำ และผิวหมองคล้ำ  
  • เห็นผลลัพธ์ในระยะเวลาไม่นาน 
  • ไม่ก่อให้เกิดอันตราย ไม่ทำลายผิวชั้นบน ไม่ก่อให้เกิดแผล และไม่ต้องพักฟื้น

 

5 ปัจจัยเสี่ยงทำให้ฝ้าลึกชัดขึ้น

5 ปัจจัยเสี่ยงทำให้ฝ้าลึกชัดขึ้น

 

5 ปัจจัยเสี่ยงทำให้ฝ้าลึกชัดขึ้น

ฝ้าลึก (Dermal Melasma) สามารถเข้มและชัดขึ้นได้ เมื่อถูกกระตุ้นจากปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เมลาโนไซต์ไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้นและทำให้ผลิตเม็ดสีมากขึ้น โดยปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ฝ้าเข้มและชัดขึ้น ได้แก่

  1. ผิวถูกทำรุนแรงเกินไปเป็นเวลานาน เช่น การสครับถี่ ขัดหน้าแรง หรือทำเลเซอร์/ทรีตเมนต์บ่อยเกินความจำเป็น จะทำให้ผิวบางลงและเกิดการอักเสบ ซึ่งอาจทำให้กระตุ้นเมลาโนไซต์ให้ผลิตเม็ดสีเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ฝ้าเข้มหรือรักษายากกว่าเดิมได้
  2. ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ก่อการระคายเคืองสะสม อาจสร้างการระคายเคืองแบบเรื้อรัง ส่งผลให้ผิวอยู่ในภาวะอักเสบระดับเซลล์ตลอดเวลา ซึ่งภาวะนี้จะกระตุ้นการผลิตเม็ดสีในระดับลึก ทำให้ฝ้าเข้มขึ้นและตอบสนองต่อการรักษาช้าลงได้
  3. ผิวขาดความชุ่มชื้นนานเกินไป จะทำให้ผิวอ่อนแอและผิวมีโอกาสเกิดการอักเสบได้ง่ายขึ้น เมื่อผิวอยู่ในภาวะแห้งเรื้อรัง จะถูกกระตุ้นให้เม็ดสีถูกสร้างมากขึ้น ทำให้ฝ้าเข้มขึ้นได้ 
  4. ความร้อนจากอุปกรณ์ใกล้ตัว จะกระตุ้นเมลาโนไซต์ได้โดยไม่ต้องมีแสงแดดร่วมด้วย ทำให้ผิวที่เคยเป็นฝ้าลึกมาก่อนจะไวต่อความร้อนเป็นพิเศษ ทำให้ฝ้าเข้มขึ้น เร็วขึ้นได้อีกด้วย
  5. การเลือกกันแดดที่ไม่เหมาะสมหรือใช้ไม่เพียงพอ จะทำให้ผิวไม่ได้รับการปกป้องจากรังสี UV ทำให้เกิดฝ้าเข้มขึ้นแม้ไม่ได้โดนแดดโดยตรง

ปัจจัยเสี่ยงทั้งหมดนี้มักกระตุ้นให้ผิวเกิดการอักเสบเรื้อรัง และเมลาโนไซต์ที่ไวต่อการกระตุ้นมากผิดปกติ ซึ่งทำให้เกิดฝ้าลึกที่มีสีเข้มขึ้นและรักษาได้ยากมากกว่าเดิมได้ การหลีกเลี่ยงปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ในระหว่างที่ผิวเกิดฝ้าลึกจะช่วยไม่ให้ฝ้ามีสีเข้มและชัดขึ้น

 

ภาวะอักเสบเรื้อรังตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ "ฝ้าลึก" รักษายากขึ้น

ภาวะอักเสบเรื้อรังตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ “ฝ้าลึก” รักษายากขึ้น

 

ภาวะอักเสบเรื้อรังตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ “ฝ้าลึก” รักษายากขึ้น

ภาวะอักเสบเรื้อรังในผิว เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ฝ้าลึกรักษายากขึ้น แม้การอักเสบจะไม่มีความรุนแรงถึงขั้นแสบ แดง แต่การกระตุ้นเล็ก ๆ ซ้ำ ๆ เช่น การสครับผิวแรง ๆ หรือการใช้สกินแคร์ที่ไม่เหมาะสมจนทำให้ผิวระคายเคือง ก็ส่งผลต่อการสร้างเม็ดสีเช่นกัน โดยภาวะอักเสบเรื้อรังทำให้ฝ้าลึกรักษายากขึ้นจากผลกระทบ ดังนี้

  • เมลาโนไซต์ผลิตเม็ดสีมากกว่าปกติ ยิ่งอักเสบนาน เม็ดสีก็จะถูกสร้างมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • การอักเสบสะสมจะทำให้ผิวบางลง ทำให้โครงสร้างผิวอ่อนแอและป้องกันตัวเองได้น้อยลง ทำให้เมื่อผิวสัมผัสกับปัจจัยกระตุ้นจะทำให้เกิดฝ้าได้ง่ายกว่าเดิม
  • เกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) เสื่อม ทำให้เมลาโนไซต์พร้อมตอบสนองต่อสิ่งเร้าตลอดเวลา ส่งผลให้ฝ้ายิ่งเข้มขึ้นและรักษาได้ยากขึ้น
  • เม็ดสีมีโอกาสฝังตัวลงสู่ชั้นหนังแท้ได้ง่ายกว่าเดิม ทำให้จากฝ้าทั่วไปอาจกลายเป็นฝ้าลึก ซึ่งรักษายากกว่าและตอบสนองต่อการรักษาได้ช้ากว่าฝ้าแบบทั่วไป

การอักเสบในระดับเซลล์จะทำให้เมลาโนไซต์ทำงานไวเกินปกติและสร้างเม็ดสีมากขึ้น ซึ่งถ้าหากเกิดความอักเสบสะสมเป็นเวลานาน ผิวจะเสียความแข็งแรงและเกราะป้องกันผิวถูกทำลาย ทำให้เม็ดสีเมลานินที่สะสมอยู่ตกลงไปสู่ชั้นหนังแท้ได้ง่ายขึ้น ทำให้ฝ้าฝังลึกและรักษาได้ยากมากยิ่งขึ้น

 

วิธีป้องกันฝ้าลึกไม่ให้ลุกลาม

การป้องกันฝ้าลึก (Dermal Melasma) ไม่ให้เข้มขึ้นจะช่วยให้การรักษาเห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจน และลดความเสี่ยงที่ฝ้าจะกลับมาชัดอีกครั้ง ซึ่งการป้องกันควรเน้นไปที่การดูแลผิวที่ลดการอักเสบ ควบคุมสิ่งกระตุ้นเมลานิน และเสริมสร้างเกราะป้องกันผิวอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถทำได้ ดังนี้

  • ปกป้องผิวจากแสงแดดและความร้อน โดยควรทาครีมที่มีSPF 50+ PA++++ ทุกวัน และควรทาซ้ำทุก 2–3 ชั่วโมงเมื่อออกกลางแจ้ง นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงความร้อน
  • เติมความชุ่มชื้นให้กับผิวอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสามารถใช้ได้ด้วยการใช้ครีมบำรุง หรือมอยเจอไรเซอร์ต่าง ๆ 
  • หลีกเลี่ยงสกินแคร์ที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น การสครับหรือขัดหน้าแรง ๆ , หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์ น้ำหอม กรดเข้มข้น ควรเลือกผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน
  • ใช้ยาทาหรือเวชสำอางที่ช่วยคุมเม็ดสีภายใต้การดูแลแพทย์ เพื่อช่วยให้ฝ้านิ่งและลดการเข้มขึ้น
  • ลดการอักเสบอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เม็ดสีถูกสร้างมากขึ้น
  • ฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง เพื่อช่วยให้ผิวตอบสนองต่อการรักษาได้ดียิ่งขึ้น

เมื่อผิวได้รับการปกป้องจากแดด ลดการอักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น และฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวอย่างต่อเนื่อง กระบวนการสร้างเม็ดสีจะค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ และเริ่มมีการฟื้นฟูเรื่อย ๆ  ทำให้ฝ้าลึกนิ่งขึ้น ไม่เข้มง่าย และมีโอกาสลุกลามน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

 

ฝ้าลึกหายเองได้ไหม ? ทำไมฝ้าลึกถึงไม่หายเอง

โดยปกติแล้วฝ้าลึก (Dermal Melasma) ไม่สามารถหายได้เอง เนื่องจากเม็ดสีเมลานินที่สะสมอยู่ในชั้นหนังแท้ (Dermis) ซึ่งมีความลึกและเกี่ยวข้องกับความผิดปกติหลายระบบผิว ทำให้ฝ้าลึกไม่สามารถหายไปได้เอง แต่ฝ้าลึกก็สามารถจางลงได้หากดูแลผิวได้อย่างถูกวิธีและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น โดยปัจจัยที่ทำให้ฝ้าลึกไม่สามารถหายได้เอง มีดังนี้

  • เม็ดสีเมลานินฝังตัวอยู่ผิวหนังชั้นลึก ร่างกายจึงไม่สามารถกำจัดออกได้เอง
  • เมลาโนไซต์มีความไวต่อแสงและความร้อนมากกว่าปกติ ทำให้ฝ้าลึกไม่ลดลง และอาจเข้มขึ้นได้หากไม่มีการควบคุมที่ถูกวิธี
  • มีการอักเสบระดับเซลล์ร่วมด้วย หากไม่มีการจัดการอักเสบจะทำให้ผิวผลิตเม็ดสีใหม่เรื่อย ๆ ทำให้ฝ้าลึกไม่หายไป
  • เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ ทำให้ผิวถูกกระตุ้นให้เกิดซ้ำได้ง่าย

ฝ้าลึกไม่หายเองเพราะมีการสะสมของเม็ดสีเมลานินในชั้นลึก และมีการอักเสบร่วมด้วยซึ่งร่างกายไม่สามารถกำจัดออกได้ด้วยตัวเอง 

ฝ้าลึก (Dermal Melasma) เป็นปัญหาผิวที่เกิดจากการสะสมของเม็ดสีในชั้นหนังแท้ จึงมีลักษณะเป็นรอยฝ้าสีเทาหรือน้ำตาลเข้มที่ดูจางยากและเป็นซ้ำง่าย ทำให้การรักษายากกว่าฝ้าทั่วไป ซึ่งสาเหตุของฝ้าลึกมักเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งการอักเสบเรื้อรัง การทำงานผิดปกติของเมลาโนไซต์ ความอ่อนแอของโครงสร้างผิว ส่งผลให้การรักษาฝ้าลึกจำเป็นต้องใช้วิธีที่ครอบคลุม เพราะเม็ดสีอยู่ลึกในชั้นผิวที่เข้าถึงยาก การรักษาฝ้าลึกจึงต้องมุ่งเน้นทั้งการลดเม็ดสี ลดการอักเสบ และเสริมความแข็งแรงของเกราะป้องกันผิวไปพร้อมกัน

[elementor-template id="15452"]