สิว
สิวที่หลัง

สิวที่หลังเกิดจากอะไร รักษายังไง ต้องทำยังไงถึงจะหาย

สิวที่หลังเกิดจากอะไร ? รวมคำถามเกี่ยวกับสิวที่หลังที่ทุกคนอยากรู้ !

 

สิวที่หลังเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในทั้งผู้ชายและผู้หญิง  ทุกคนเคยสงสัยไหมว่าทำไมถึงเป็นสิวที่หลัง ? จริงๆแล้วสาเหตุของการเกิดสิวที่หลังนั้น สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัยมากกว่าที่คิด ทำให้การรักษาสิวที่หลังก็มีมากมายหลายวิธีด้วยเช่นกัน และใครที่กำลังสงสัยว่าแล้วทำไมสิวที่หลังถึงไม่หายสักที สิวที่หลังสามารถรักษาให้หายขาดได้ไหม ? บทความนี้จะพาทุกคนไปไขทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับการเกิดสิวที่หลังกันค่ะ

 

สิวที่หลัง คืออะไร ?

สิวที่หลัง (Back Acne หรือ Bacne) คือ ปัญหาผิวที่เกิดจากการอุดตันของรูขุมขนบริเวณหลังที่พบได้บ่อย ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวที่หลังนั้นเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายในร่างกาย และปัจจัยภายนอกอื่น ๆ อีกทั้งสิวที่หลังมักจะมาพร้อมกับปัญหาตามตัวอื่น ๆ ตามมามากมาย เช่น รอยดำ รอยแดง ทำให้ผู้ที่เป็นรู้สึกไม่มั่นใจในการแต่งกายได้

 

สิวที่หลังเกิดจากอะไร

สิวที่หลังเกิดจากอะไร

 

สิวที่หลังเกิดจากอะไร ?

สาเหตุการเกิดสิวที่หลังสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย โดยส่วนใหญ่สาเหตุที่ทำให้เกิดสิวมักเกิดจากการที่รูขุมขนอุดตัน การผลิตน้ำมันส่วนเกิน และปัจจัยภายนอกที่กระตุ้นการเกิดสิว ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดสิวที่หลัง มีดังนี้

 

  • สิวที่หลังเกิดได้จากการผลิตน้ำมันส่วนเกิน (Sebum Overproduction)

การผลิตน้ำมันส่วนเกิด เป็นกระบวนการที่ต่อมไขมันผลิตไขมันหรือซีบัม (Sebum) ออกมามากเกินความจำเป็น ซึ่งน้ำมันส่วนเกินอาจเป็นแหล่งอาหารของแบคทีเรียที่ทำให้ทำให้เกิดการอักเสบในรูขุมขนและพัฒนาเป็นสิวอักเสบได้ 

 

  • สิวที่หลังเกิดได้จากการนอนที่นอนที่ไม่สะอาด

ผ้าปูที่นอนและหมอนเป็นสิ่งที่เราสัมผัสกับผิวหนังของเราโดยตรง หากไม่มีการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ อาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและแบคทีเรียได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การอุดตันของรูขุมขนจนเกิดเป็นสิวที่หลังได้

 

  • สิวที่หลังเกิดได้จากการติดเชื้อแบคทีเรีย (Cutibacterium acnes)

สิวที่หลังอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Cutibacterium acnes ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่พบได้ตามธรรมชาติในรูขุมขนของผิว โดยแบคทีเรียนี้จะมีหน้าที่รักษาสมดุลของจุลินทรีย์บนผิวหนัง หากผิวมีการอุดตันของรูขุมขน แบคทีเรีย Cutibacterium acnes จะเติบโตมากเกินไปจนก่อให้เกิดการแักเสบเป็นสิวที่หลังได้

 

  • สิวที่หลังเกิดได้จากเหงื่อและสิ่งสกปรกสะสม

สิวที่หลังที่เกิดจากเหงื่อและการสะสมของสิ่งสกปรกมักเกิดได้บ่อย โดยเฉพาะในบริเวณผิวหนังที่มีต่อมเหงื่อมาก ทำให้ผิวหนังบริเวณนี้เกิดความชื้นและการสะสมของสิ่งสกปรก ทำให้เกิดการระคายเคืองและการอุดตันรูขุมขนจนเกิดเป็นสิวที่หลังได้

 

  • สิวที่หลังเกิดได้จากฮอร์โมน (Hormonal Changes)

ฮอร์โมนเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวที่หลังได้ เนื่องจากเมื่อระดับฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง จะส่งผลให้ร่างกายผลิตน้ำมันมากขึ้น จนทำให้เกิดการอุดตันในรูขุมขนและนำไปสู่การกเิดสิวที่หลังได้

 

  • สิวที่หลังเกิดได้จากความเครียด (Stress)

ความเครียดเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดสิวที่หลังได้ เนื่องจากความเครียดสามารถกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมน ที่มีผลต่อการผลิตน้ำมันและการอักเสบของผิวหนัง ทำให้เกิดเป็นสิวที่หลังได้

 

สิวที่หลังเกิดจากอะไร

สิวที่หลังเกิดจากอะไร

 

สิวที่หลังมีลักษณะอย่างไร ?

สิวที่หลังมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตามประเภทและความรุนแรงของสิว โดยส่วนใหญ่สิวที่หลังมักมีลักษณะ ดังนี้

  • สิวที่หลังมักจะกระจายเป็นกลุ่มบริเวณกลางหลังและบริเวณไหล่ เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีต่อมไขมันหนาแน่นสูง
  • สิวที่หลังในบางครั้งอาจมีอาการบวม และแดงจากการอักเสบ 
  • สิวที่หลังมักมีขนาดใหญ่หรืออักเสบ จึงทำให้เกิดความรู้จักเจ็บหรือระคายเคืองได้เมื่อเกิดการเสียดสี
  • สิวที่หลังบางชนิดอาจมีลักษณะเป็นจุดเล็กๆ ขนาดเล็ก ที่เกิดจากการอุดตันของรูขุมขนได้
  • สิวที่หลังมีลักษณะได้หลากหลายประเภท ซึ่งทำให้การรักษามีความยากมากยิ่งขึ้น

 

สิวที่หลังมีกี่ชนิด ?

สิวที่หลังมีกี่ชนิด ?

 

สิวที่หลังมีกี่ชนิด ?

สิวที่หลังนั้นก็มีหลากหลายชนิดเช่นเดียวกับสิวบนใบหน้า โดยสิวที่หลังสามารถแบ่งออกได้ตามลักษณะและสาเหตุที่เกิด ซึ่งการรู้จักชนิดของสิวที่หลังจะช่วยให้เลือกการรักษาได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น โดยสิวที่หลังแบ่งออกได้ 6 ชนิด ดังนี้ 

 

1.สิวอักเสบตุ่มนูนแดง (Papules) เป็นสิวที่มีลักษณะตุ่มสีแดง เล็กและแข็ง แต่ไม่มีหนองอยู่ภายในสิว ไม่มีการติดเชื้อรุนแรง แต่อาจมีอาการบวม แดง และเจ็บเล็กน้อยได้

2.สิวอักเสบหัวหนอง (Pustules) เป็นสิวที่มีหนองสะสมอยู่ด้านในสิว เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในรูขุมขน โดยลักษณะของสิวหัวหนองอาจมีลักษณะค่อนข้างชัดเจน เป็นตุ่มบวมแดงที่มีหัวสีขาว เหลือง และอาจจะเจ็บ หรือในบางครั้งสิวที่หลังชนิดนี้อาจมีการแตกและปล่อยหนองออกมาได้

3.สิวที่หลังชนิดอุดตัน (Non-Inflammatory Acne)

สิวที่หลังชนิดนี้เป็นสิวที่เกิดจาก การสะสมของน้ำมันและเซลล์ผิวที่ตายไปแล้วในรูขุมขน ซึ่งสิวที่หลังชนิดนี้เป็นสิวที่ไม่ค่อยเกิดการอักเสบ แต่ถ้าหากไม่รักษาอย่างถูกต้อง สิวที่หลังชนิดนี้อาจะพัฒนาเป็นสิวที่อักเสบได้ 

4.สิวหัวดำ (Blackheads) เป็นสิวที่หลังที่เกิดจากการอุดตันของรูขุมขน เมื่อปลายของสิวโผล่พ้นผิวหนังออกมาแล้ว สัมผัสกับอากาศภายนอกจะเกิดการปฏิกิริยากับออกซิเจน ทำให้ผิวมีลักษณะเป็นสีดำหรือน้ำตาลเข้มได้

5.สิวหัวขาว (Whiteheads) เป็นสิวที่หลังที่เกิดจากการอุดตันของรูขุมขน่นเดียวกับสิวหัวดำ แต่สิวหัวขาวไม่ได้สัมผัสกับอากาศภายนอก มีลักษณะเป็นตุ่มเล็กๆ สีขาวขุ่น โดยไม่มีจุดดำที่หัวสิว

6.สิวซีสต์ หรือสิวหัวช้าง เป็นสิวที่มีการอักเสบรุนแรง ลึกลงไปในชั้นผิวหนัง มีลักษณะเป็นตุ่มขนาดใหญ่ เจ็บและบวมแดง เต็มไปด้วยหนองหรือไขมันสะสมอยู่ข้างใน หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอาจทำให้เกิดเป็นรอยแผลเป็นถาวรได้

 

สิวที่หลังกดหรือบีบ เองได้ไหม ?

การกดและบีบสิวที่หลังด้วยตัวเองนั้นสามารถทำได้ แต่ไม่แนะนำ เนื่องจากการบีบและกดสิวด้วยต้วเอง อาจส่งผลให้เกิดผลเสียต่อผิวหนังหลายประการ ซึ่งการกดและบีบสิวที่หลังอาจก่อให้เเกิดความเสียหายต่อผิว ดังนี้

 

  • การกดและบีบสิวที่หลังด้วยตัวเอง เสี่ยงต่อการอักเสบและติดเชื้อ เนื่องจากการบีบสิวด้วยตัวเองนั้นเสี่ยงต่อการทำด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้องและไม่สะอาดมากเพียงพอ ทำให้แบคทีเรียเข้าสู่รูขุมขนจนเกิดเป็นสิวที่หลังที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อลุกลามจนเกิดเป็นฝีหรือหนองได้ 
  • การกดและบีบสิวที่หลังด้วยตัวเอง เสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นและรอยดเนื่องจากการกดและบิบสิวที่หลังที่ผิดวิธีหรือใช้แรงมากเกินไป อาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นเสียหาย จนทำให้เกิดเป็นแผลเป็น หรือรอยดำรอยแดงได้
  • การกดและบีบสิวที่หลังด้วยตัวเอง เสี่ยงต่อการแพร่กระจายของสิว เนื่องจากการกดและบิบสิวที่หลังด้วยตัวเอง อาจทำให้แบคทีเรียและน้ำมันจากสิวกระจาย ทำให้เกิดสิวที่หนังขึ้นใหม่ในบริเวณใกล้ ๆ
  • การกดและบีบสิวที่หลังด้วยตัวเอง เสี่ยงต่อการทำให้สิวยังคงค้างอยู่ใต้ผิวหนัง เนื่องจากการกดและบิบสิวที่หลังด้วยตัวเอง หากกดไม่ถูกวิธีอาจทำให้สิวยังคงค้างอยู่ใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดสิวอักเสบตามมาได้

 

การบีบและกดสิวที่หลังไม่ควรทำด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบ ติดเชื้อ หรือเกิดสิวขึ้นใหม่ในบริเวณรอบ ๆ ได้ หากต้องการรักษาสิวที่ถูกวิธี ควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัย

 

สิวที่หลังหายเองได้ไหม ? 

สิวที่หลังสามารถหายได้เองในบางกรณี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงและสาเหตุของการเกิดสิวที่หลัง โดยสิวที่สามารถหายได้เองมักเป็นสิวที่เกิดจากการสะสมของเหงื่อชั่วคราวจากการออกกำลังกายหรืออากาศร้อน หรือสิวที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนชั่วคราว เช่น สิวก่อนมีรอบเดือน แต่หากเป็นสิวอักเสบหรือสิวที่เกิดจากปัจจัยเรื้อรัง อาจต้องมีการรักษาเพิ่ม เพื่อไม่ให้สิวลุกลามและทิ้งเป็นรอยแผลเป็น

 

วิธีรักษาสิวที่หลัง

วิธีรักษาสิวที่หลัง

วิธีรักษาสิวที่หลัง 

การรักษาสิวที่หลังสามารถทำได้หลายวิธีทั้งการรักษาด้วยตัวเอง การใช้ยาปฏิชีวนะ หรือการรักษาโดยแพทย์ผิวหนัง ซึ่งการเลือกวิธีการรักษาสิวที่หลัง ควรเลือกโดยการพิจารณาตามความรุนแรงและสาเหตุของสิว เพื่อให้สามารถรักษาสิวที่หลังได้อย่างเหมาะสม โดบวิธีการรักษาสิวที่หลังสามารถรักษาได้หลายวิธี ดังนี้ 

 

1.การรักษาสิวที่หลังด้วยการดูแลความสะอาด 

การรักษาสิวที่หลังด้วยวิธีนี้สามารถทำได้เอง ด้วยการดูแลความสะอาดในชีวิตประจำวัน เช่น การอาบน้ำหลังออกกำลังกาย , การเปลี่ยนผ้าปูที่นอนเสมอ เป็นการรักษาง่าย ๆ ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

การรักษาสิวที่หลังด้วยการดูแลความสะอาดเหมาะกับ 

  • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นดูแลปัญหาสิวอย่างง่าย ๆ
  • เหมาะสำหรับผู้ที่มีสิวอุดตัน จากน้ำมันและสิ่งสกปรกอุดตันรูขุมขน
  • เหมาะสำหรับผู้ที่มีสิวเล็กน้อยถึงปานกลาง
  • เหมาะสำหรับผู้ที่มีสิวที่เกิดจากการสะสมของเหงื่อ
  • เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบาง

ข้อดีของการรักษาสิวที่หลังด้วยการดูแลความสะอาด 

  • สามารถทำได้ง่าย และไม่มีค่าใช้จ่ายสูง
  • ช่วยลดปริมาณแบคทีเรีย 
  • ป้องกันการเกิดสิวใหม่จากการสะสมของน้ำมัน และสิ่งสกปรกได้
  • ช่วยลดการอักเสบและความระคายเคืองของผิว

ข้อเสียการรักษาสิวที่หลังด้วยการดูแลความสะอาด

  • ไม่สามารถรักษาสิวที่อักเสบหรือรุนแรงได้
  • อาจทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น ส่งผลให้ผิวแห้งและระคายเคืองได้
  • ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ หากดูแลไม่ต่อเนื่องหรือมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดสิว สิวก็อาจเกิดขึ้นใหม่ได้

 

2.การรักษาสิวที่หลังด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์เวชสําอาง

การรักษาสิวที่หลังด้วยวิธีนี้ เป็นวิธีการรักษาสิวที่เป็นการฟื้นฟูอย่างปลอดภัย มีความอ่อนโยน โดยการรักษาสิวที่หลังด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์เวชสําอางสามารถทำได้ด้วยผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น การใช้ครีมทาผิว , การใช้ครีมอาบน้ำ และการใช้โทนเนอร์ เป็นต้น

การรักษาสิวที่หลังด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์เวชสําอางเหมาะกับ

  • เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสิวไม่รุนแรงถึงปานกลาง เช่น สิวหัวดำและสิวหัวขาว
  • เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวบอบบางและแพ้ง่าย
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการต้องการดูแลผิวระยะยาว
  • เหมาะสำหรับผู้ที่มีสิวจากการสะสมของเหงื่อ หรือความมันส่วนเกิน
  • เหมาะสำหรับผู้ที่มีสิวที่เกิดจากผิวแพ้ง่าย

ข้อดีของการรักษาสิวที่หลังด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์เวชสําอาง

  • มีความปลอดภัยและอ่อนโยน เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาสิวโดยไม่ระคายเคือง
  • ช่วยบำรุงและรักษาไปพร้อมกัน
  • ช่วยควบคุมความมัน และลดการอุดตันของรูขุมขน
  • มีตัวเลือกหลากหลายให้เลือกในการรักษา

ข้อเสียการรักษาสิวที่หลังด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์เวชสําอาง

  • ใช้ระยะเวลาในการเห็นผลลัพธ์ของสิวที่หลังค่อนข้างนาน
  • ไม่สามารถรักษาสิวที่หลังที่รุนแรงได้
  • ค่าใช้จ่ายสูงกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป
  • การรักษาสิวที่หลังด้วยวิธีนี้ต้องใช้ควบคู่กับการดูแลผิวอื่น ๆ ร่วมด้วย
  • หากเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมกับตัวเอง อาจเสี่ยงต่อการแพ้ได้

 

3.การรักษาสิวที่หลังด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ

การใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาสิวที่หลังเป็นการรักษาที่เหมาะกับสิวอักเสบหรือสิวที่รุนแรง เนื่องจากการใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาสิวที่หลังจะช่วยลดการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Cutibacterium acnes ที่เป็นต้นเหตุในการเกิดสิวอักเสบได้ ซึ่งยาปฏิชีวนะรักษาสิวที่หลังมี 2 ประเภทหลัก ได้แก่

  1. ยาปฏิชีวนะรักษาสิวที่หลังแบบทา (Topical Antibiotics)
  2. ยาปฏิชีวนะรักษาสิวที่หลังแบบรับประทาน (Oral Antibiotics)

การรักษาสิวที่หลังด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะเหมาะกับ

  • เหมาะสำหรับผู้ที่มีสิวอักเสบปานกลางถึงรุนแรง
  • เหมาะสำหรับผู้ที่มีสิวที่หลังเป็นบริเวณกว้าง
  • เหมาะสำหรับผู้ที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชัดเจน เช่น สิวหนองจำนวนมาก

ข้อดีของการรักษาสิวที่หลังด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ

  • ลดการติดเชื้อแบคทีเรียได้อย่างรวดเร็ว
  • สามารถรักษาใช้ได้กับสิวอักเสบรุนแรง
  • สามารถรักษาใช้ร่วมกับการรักษาอื่น ๆ ได้
  • ช่วยลดสิวที่หลังที่เกิดในบริเวณกว้าง 

ข้อเสียการรักษาสิวที่หลังด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ

  • เสี่ยงต่อการดื้อยาปฏิชีวนะ
  • อาจได้รับผลกระทบจากผลข้างเคียงจากยาได้
  • ผลลัพธ์การรักษาผิวที่หลังไม่ถาวร
  • ไม่สามารถหาซื้อยามารับประทานเองได้ ต้องมีการประเมินและคำสั่งซื้อจากแพทย์ก่อนใช้
  • ต้องใช้เวลารักษาต่อเนื่อง

 

4.การรักษาสิวที่หลังด้วยการพบแพทย์ผิวหนัง

การรักษาสิวที่หลังโดยการพบแพทย์ผิวหนัง เป็นการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีการวินิจฉัยปัญหาสิวที่หลังและการแก้ปัญหาผิวอย่างถูกต้อง  ซึ่งการรักษาด้วยการพบแพทย์ผิวหนัง จะเป็นการรักษาด้วยการใช้เทคนิคเฉพาะทางต่าง ๆ 

การรักษาสิวที่หลังด้วยการพบแพทย์ผิวหนังเหมาะกับ

  • เหมาะสำหรับผู้ที่มีสิวรุนแรงหรือเรื้อรัง
  • เหมาะสำหรับผู้ที่มีสิวจากปัจจัยเฉพาะ เช่น สิวที่หลังที่เกิดจากฮอร์โมน หรือสิวสิวที่หลังที่เกิดจากการดื้อยา 
  • เหมาะสำหรับผู้ที่รักษาสิวทั่วไปหรือเวชสำอางไม่ได้ผล

ข้อดีของการรักษาสิวที่หลังด้วยการพบแพทย์ผิวหนัง

  • สามารถรักษาได้อย่างตรงจุดและเหมาะสม
  • สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการรักษาได้ตามอาการ
  • มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการรักษาร่วมด้วย
  • สามารถตรวจสอบสาเหตุของสิวได้อย่างละเอียดชัดเจน

ข้อเสียการรักษาสิวที่หลังด้วยการพบแพทย์ผิวหนัง

  • มีค่าใช้จ่ายสูง
  • ต้องการการรักษาสิวที่หลังอย่างต่อเนื่อง

 

5.การรักษาสิวที่หลังด้วยการทำเลเซอร์

การทำเลเซอร์เพื่อรักษาสิวที่หลังเป็นการใช้เลเซอร์ เพื่อช่วยลดปัญหาสิวโดยตรง อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและฟื้นฟูผิว ทำให้สามารถช่วยลดรอยสิวและลดจุดด่างดำได้ด้วย

การรักษาสิวที่หลังด้วยการทำเลเซอร์รักษาสิวเหมาะกับ

  • เหมาะสำหรับผู้ที่มีสิวอักเสบรุนแรงหรือเรื้อรัง
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ดื้อยา หรือรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ดีขึ้น
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดรอยสิว และจุดด่างดำจากสิวร่วมด้วย
  • เหมาะสำหรับผู้ที่มีสิวบริเวณกว้าง
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลการรักษาที่ชัดเจนในระยะสั้น

ข้อดีของการรักษาสิวที่หลังด้วยการทำเลเซอร์รักษาสิว

  • สามารถลดรอยสิวและจุดด่างดำจากสิวร่วมได้ด้วย
  • เห็นผลการรักษาในเวลาอันสั้นเมื่อเทียบกับการรักษาอื่น
  • สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้อย่างตรงจุด
  • ลดการอักเสบ อาการแดง บวม จากสอวที่หลังได้รวดเร็ว
  • ช่วยลดการเกิดสิวใหม่ได้

 

ข้อเสียการรักษาสิวที่หลังด้วยการทำเลเซอร์รักษาสิว

  • ค่าใช้จ่ายสูง
  • อาจเกิดผลข้างเคียง หรืออาการไวต่อแสงหลังการทำเลเซอร์ได้ 
  • ต้องทำต่อเนื่องหลายครั้ง เพื่อเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
  • ไม่สามารถรักษาสิวทุกประเภทได้

 

6.การรักษาสิวที่หลังด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้น

การรักษาสิวที่หลังด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้น คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำให้เกิดสิว เช่น การการหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นสิว , การลดความอับชื้น ซึ่งวิธีการนี้จะเน้นไปที่การป้องกันไม่ให้สิวขึ้นใหม่และลดความรุนแรงของสิวที่หลัง

การรักษาสิวที่หลังด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นเหมาะกับ

  • เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นสิวจากปัจจัยภายนอก 
  • เหมาะสำหรับผู้ที่มีสิวเล็กน้อยถึงปานกลาง หรือสิวจากการระคายเคือง
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการป้องกันสิวใหม่ มีแนวโน้มที่จะเป็นสิวง่าย

ข้อดีของการรักษาสิวที่หลังด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้น

  • ปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง
  • ลดโอกาสการเกิดสิวใหม่ในระยะยาว
  • ใช้ได้กับทุกสภาพผิวและทุกเพศวัย
  • ลดสิวได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ข้อเสียการรักษาสิวที่หลังด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้น

  • ต้องใช้ความสม่ำเสมอ และอาจไม่เห็นผลทันที
  • ไม่สามารถรักษาสิวอักเสบ หรือสิวเรื้อรังได้
  • ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับบุคคล ในบางคนอาจจะยังเป็นสิวอยู่ได้

 

7.การรักษาสิวที่หลังด้วยการฉีดยารักษาสิวที่หลัง

การรักษาสิวที่หลังด้วยการฉีดยา เป็นการรักษาด้วยการฉีดยาเข้าไปในสิวโดยตรง  ซึ่งยาที่ฉีดเพื่อรักษาสิวมักมีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ ลดอาการบวมแดงและปวดจากสิว ช่วยให้สามารถลดการอักเสบ และป้องกันการเกิดแผลเป็นได้อย่างรวดเร็ว

การรักษาสิวที่หลังด้วยการฉีดยารักษาสิวที่หลังเหมาะกับ

  • เหมาะสำหรับผู้ที่ที่มีสิวอักเสบขนาดใหญ่ รุนแรง เช่น สิวซีสต์
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์เร่งด่วน
  • เหมาะสำหรับผู้ที่เสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นจากสิว
  • เหมาะสำหรับสิวอักเสบที่รักษายาก

ข้อดีของการรักษาสิวที่หลังด้วยการฉีดยารักษาสิวที่หลัง

  • เห็นผลลัพธ์รวดเร็ว
  • ช่วยป้องกันกาเกิดแผลเป็นจากสิว
  • ช่วยลดขนาดสิวให้ยุบตัวลงได้อย่างรวดเร็ว

ข้อเสียการรักษาสิวที่หลังด้วยการฉีดยารักษาสิวที่หลัง

  • มีค่าใช้จ่ายสูง
  • อาจมีผลข้างเคียงได้ในบางบุคคล
  • ไม่เหมาะกับสิวอุดตันหรือสิวที่ไม่มีการอักเสบ
  • ไม่สามารถรักษาสิวหลายจุดได้ในครั้งเดียว
  • ผลลัพธ์ไม่ถาวร

 

สิวที่หลังกี่วันหาย ?

ระยะเวลาในการหายของสิวที่หลังจะแตกต่างกันออกไปตามปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับประเภทของสิว,ความรุนแรงของสิว ,วิธีการรักษา และการดูแลรักษาผิวของแต่ละบุคคลหลังการรักษาสิวที่หลัง โดยทั่วไปแล้วสิวที่หลังจะหายได้ภายใน 2-4 สัปดาห์ แต่ทั้งนี้อาจมีความแตกต่างของประเภทของสิวได้ หากเป็นสิวอักเสบรุนแรง อาจต้องใช้ระยะเวลานานขึ้นเป็น 3-4 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้น

 

สิวที่หลังไม่หายสักที สามารถรักษาให้หายขาดได้ไหม ?

สิวที่หลังไม่หายสักที สามารถรักษาให้หายขาดได้ไหม ?

สิวที่หลังไม่หายสักที สามารถรักษาให้หายขาดได้ไหม ? 

การรักษาสิวที่หลังให้หายขาดสามารถทำได้  แต่ต้องทำการรักษาอย่างถูกต้อง เหมาะกับสิวที่เป็น และต้องรักษาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ รวมถึงต้องดูแลรักษาผิวในระยะยาว เพื่อไม่ให้เกิดสิวที่หลังอีกครั้งอีกด้วย ซึ่งปัจจัยที่อาจส่งผลให้สิวที่หลังไม่หายขาด อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้

 

  • ระดับฮอร์โมนที่ไม่สมดุล การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่สามารถกระตุ้นให้เกิดสิวได้ หากไม่มีการควบคุมฮอร์โมนให้สมดุล สิวอาจเกิดซ้ำและไม่หายขาดได้
  • การอุดตันของรูขุมขน จากปัจจัยต่าง ๆ เช่นการทำความสะอาดผิวไม่สะอาดมากเพียงพอ ทำให้สิวอาจเกิดซ้ำ ๆ จากการอุดตันได้
  • การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม ที่ส่งผลให้ผิวเกิดการระคายเคือง หรือเกิดการอุดตันของรูขุมขน ทำให้สิวที่หลังไม่หายขาด และอาจกระตุ้นให้เกิดสิวลุกลามได้
  • การดูแลผิวไม่สม่ำเสมอ หากรักษาสิวที่หลังหายแล้ว อยู่ในระหว่างการรักษา แต่ไม่มีการดูแลผิวที่สม่ำเสมอ อาจทำให้สิวกลับมาอีกครั้ง ทำให้ไม่สามารถรักษาขาดได้
  • การสัมผัสกับเสื้อผ้าและสิ่งของที่เสียดสีผิว หากเกิดการเสียดสีที่หลังหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่นละอองมาก ๆ อาจทำให้เกิดการอุดตันในรูขุมขน จนเกิดสิวซ้ำได้

 

สิวที่หลังเป็นปัญหาผิวที่พบได้บ่อย และมีสาเหตุการเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายในร่างกาย ตั้งแต่ฮอร์โมน ความเครียด จนไปถึงปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ซึ่งการรักษาสิวที่หลังสามารถทำได้หลายวิธีทั้งการใช้ยา การทำเลเซอร์ หรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ นอกจากนี้การเลือกวิธีการรักษาสิว ต้องคำนึงถึงสาเหตุการเกิดสิว ประเภทของสิว และความรุนแรงของสิว เพื่อให้เลือกวิธีที่เหมาะสม โดยหากเลือกวิธีการรักษาที่ถูกต้องร่วมกับการดูแลผิวที่เหมาะสม  จะช่วยให้สิวที่หลังหายไปอย่างรวดเร็ว และป้องกันไม่ให้กลับมาเกิดซ้ำอีกในอนาคตได้สิวที่หลัง

[elementor-template id="15452"]