ฝ้า
กระเนื้อ

รู้ทันกระเนื้อ เกิดจากอะไร ? แตกต่างอย่างไรกับกระธรรมดา

กระเนื้อปัญหาผิวที่หลายคนพบเจอเมื่ออายุมากขึ้น หรือมีการเสียดสีผิวบ่อยครั้ง แม้จะไม่อันตรายต่อสุขภาพ แต่กระเนื้อสามารถสร้างความกังวลให้ผู้ที่เป็นได้ไม่น้อย เพราะทำให้ผิวดูไม่เรียบเนียน และบางครั้งอาจเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง ซึ่งหลายคนมักสับสนระหว่าง “กระเนื้อ” และ “กระธรรมดา”

บทความนี้จึงจะพาคุณไปเจาะลึกทุกเรื่องเกี่ยวกับกระเนื้อ ทั้งสาเหตุ จุดสังเกต ความแตกต่างจากกระธรรมดา และแนวทางการดูแลรักษาที่ไม่เป็นอันตราย พร้อมวิธีการป้องกันการเกิดกระเนื้อในอนาคต เพื่อให้ได้ผิวเรียบเนียน สม่ำเสมอ และกลับมามั่นใจอีกครั้ง

 

กระเนื้อคืออะไร ?

กระเนื้อ (Seborrheic keratosis) คือ ภาวะที่เซลล์ผิวชั้นหนังกำพร้าเกิดการแบ่งตัวมากผิดปกติ ทำให้เกิดเป็นตุ่มหรือปื้นนูนสีน้ำตาล เทา ดำ หรือบางครั้งอาจจะมีสีใกล้เคียงกับผิว ทำให้มองเห็นเป็นแผ่นผิวที่ติดอยู่กับบนผิวหนังชั้นบน ซึ่งกระเนื้อไม่ได้เกี่ยวข้องกับแสงแดดและไม่ใช่มะเร็ง แต่เป็นเพียงติ่งผิวชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย

 

สาเหตุที่ทำให้เกิดกระเนื้อ

สาเหตุที่ทำให้เกิดกระเนื้อ

 

สาเหตุที่ทำให้เกิดกระเนื้อ

กระเนื้อ (Seborrheic keratosis) เป็นกระที่ไม่ได้เกิดจากแสงแดดโดยตรงเหมือนกระประเภทอื่น ๆ แต่เกิดจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังที่สะสมเป็นเวลานาน ขนทำให้ผิวหนังชั้นบนแบ่งตัวเร็วและหนาตัวผิดปกติ โดยกระเนื้อมีสาเหตุการเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ดังต่อไปนี้

  • พันธุกรรม 

หากคนในครอบครัวมีประวัติกระเนื้อ โอกาสที่รุ่นถัดไปจะเกิดเป็นฝ้าเนื้อก็จะมีสูงขึ้น เนื่องจากยีนที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งตัวของเซลล์ผิวมีแนวโน้มทำงานมากเกินไป เมื่อรวมกับอายุและการเสียดสี จึงทำให้กระเนื้อค่อย ๆ ปรากฏมากขึ้นเรื่อย ๆ

  • การเสียดสีซ้ำ ๆ ของผิว 

การเสียดสีเรื้อรังถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดกระเนื้อได้บ่อย โดยเฉพาะในตำแหน่งที่ผิวสัมผัสและเสียดสีกันเป็นประจำ เนื่องจากผิวที่ถูกเสียดสีซ้ำ ๆ ผิวชั้นบนจะบาดเจ็บหรือระคายเคืองต่อเนื่อง ทำให้ร่างกายตอบสนองโดยการกระตุ้นให้เซลล์ผิวแบ่งตัวเพื่อสร้างชั้นผิวใหม่มาปกป้อง ส่งผลให้เกิดเป็นกระเนื้อได้

  • อายุที่เพิ่มขึ้น 

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นกระบวนการผลัดเซลล์ผิวจะเริ่มช้าลง ทำให้เซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วสะสมบนผิวมากขึ้น ทำให้เซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วสะสมบนผิวมากขึ้น ส่งผลให้ผิวชั้นบนหนาตัวจนเกิดเป็นกระเนื้อได้

  • การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของฮอร์โมน 

การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของฮอร์โมนในช่วงต่าง ๆ เช่น ช่วงวัยทอง หลังคลอด หรือการใช้ยาที่มีผลต่อฮอร์โมน สามารถทำให้เกิดกระเนื้อได้ เนื่องจากฮอร์โมนมีผลต่อการผลิตซีบัมและการแบ่งตัวของเซลล์ผิว ทำให้ผิวชั้นบนหนาตัวและเกิดเป็นกระเนื้อได้

  • ผิวมัน

ผู้ที่มีผิวมันมักมีการผลิตซีบัมมาก ทำให้ซีบัมที่สะสมบนผิวทำให้ผิวชุ่มชื้นเกินไปและรูขุมขนถูกปิดกั้น ส่งผลให้เซลล์ผิวชั้นบนหนาตัวและเกิดเป็นกระเนื้อได้

กระเนื้อไม่ใช่กระจากแสงแดด และไม่เกี่ยวข้องกับมะเร็งผิวหนัง แม้ลักษณะจะดูคล้ายรอยโรคบางชนิด แต่โดยทั่วไปจัดเป็นติ่งผิวหนังที่ไม่อันตราย แต่มักทำให้หลายคนกังวลเรื่องความสวยงามแทน

 

กระเนื้อแตกต่างจากกระธรรมดาอย่างไร ?

กระเนื้อแตกต่างจากกระธรรมดาอย่างไร ?

 

กระเนื้อแตกต่างจากกระธรรมดาอย่างไร ?

กระเนื้อ (Seborrheic keratosis) แตกต่างจากกระธรรมดาอย่างชัดเจน แม้จะเป็นจุดบนผิวเหมือนกัน ตั้งแต่ต้นเหตุการเกิด ลักษณะ และวิธีการรักษาแตกต่างกัน เนื่องจากกระเนื้อเกิดจากการเพิ่มจำนวนของเซลล์ผิวชั้นบน ทำให้เกิดตุ่มหรือปื้นนูนสีน้ำตาล มักเกิดในคนอายุ 30 ปีขึ้นไป ไม่เกี่ยวข้องกับแสงแดด แต่กระธรรมดาเกิดจากการเพิ่มขึ้นของเม็ดสีเมลานิน แสดงเป็นจุดแบนสีอ่อนถึงเข้ม พบได้ตั้งแต่วัยรุ่นเป็นต้นไป และเข้มขึ้นเมื่อโดนแดด ไม่มีผิวตุ่มและไม่ได้เป็นก้อนเหมือนกระเนื้อ ทำให้ทั้งสองมีความแตกต่างทั้งในสาเหตุ การเกิด การดูแล และวิธีรักษา ทำให้สามารถแยกแยะได้ชัดเจน

 

วิธีสังเกตกระเนื้อ แยกยังไงให้รู้ว่าเป็นกระเนื้อ

กระเนื้อ (Seborrheic keratosis) มีลักษณะพิเศษที่สามารถสังเกตได้ง่าย และแยกออกจากปัญหาผิวอื่น ๆ ได้อย่างชัดเจน การรู้จักลักษณะเฉพาะของกระเนื้อจะช่วยให้สามารถเลือกวิธีการรักษา และเตรียมการดูแลหรือปรึกษาแพทย์ได้อย่างถูกต้อง โดยกระเนื้อสามารถสังเกตลักษณะได้ ดังนี้

  • สีของกระเนื้อ 

กระเนื้อมีสีตั้งแต่น้ำตาลอ่อนไปจนถึงน้ำตาลเข้ม หรือบางครั้งเกือบดำ สีอาจแตกต่างกันในแต่ละเม็ด และสามารถเกิดหลายสีในตุ่มเดียวได้ 

  • ผิวสัมผัสและลักษณะภายนอก 

กระเนื้อมักมีพื้นผิวค่อนข้างหยาบ ขรุขระ มีลักษณะเป็นเหมือนติ่งเนื้ออยู่บนผิว

  • รูปร่างและขนาด 

กระเนื้อมีรูปร่างไม่สม่ำเสมอ มีขนาดตั้งแต่เล็กไม่กี่มิลลิเมตรไปจนถึงใหญ่กว่า 2 เซนติเมตร บางครั้งอาจรวมตัวเป็นแผ่นใหญ่และเป็นหลายชั้น

  • การกระจายตัวบนร่างกาย 

กระเนื้อสามารถเกิดได้หลายเม็ดและกระจายตามบริเวณต่าง ๆ  ได้แก่

  • ใบหน้า
  • ลำคอ
  • ลำตัว
  • หลัง
  • แขน
  • อาการและความรู้สึก 

กระเนื้อไม่เจ็บ ไม่คัน ไม่มีการอักเสบ แต่หากมีการเสียดสีบ่อย ๆ อาจทำให้ตุ่มอักเสบ แดง หรือหลุดออกได้

การสังเกตลักษณะของกระเนื้อ จะช่วยให้แยกกระเนื้อออกจากกระแดดหรือฝ้าได้อย่างแม่นยำ และเลือกวิธีดูแลหรือรักษาได้อย่างเหมาะสม

 

กระเนื้อกับไฝบางครั้งอาจคล้ายกัน แต่ต่างกันหลายด้าน 

กระเนื้อ (Seborrheic keratosis) กับไฝอาจจะดูคล้ายกันหากมองเผิน ๆ ด้วยตาเปล่า เพราะมีตุ่มนูนสีน้ำตาลบนผิวคล้ายกัน แต่จริง ๆ แล้วกระเนื้อและฝ้ามีความแตกต่างกันอยู่หลายประการ ดังนี้

  • ต้นกำเนิดของเซลล์ 

กระเนื้อเกิดจากการเพิ่มจำนวนของเซลล์ชั้นบน ส่วนไฝเกิดจากการเพิ่มจำนวนของเซลล์สร้างเม็ดสี

  • ลักษณะผิวและรูปร่าง 

กระเนื้อมักมีผิวหยาบ คล้ายติดอยู่บนผิว และสามารถหลุดหรือมีสะเก็ดได้ ส่วนไฝมักเรียบหรือเล็กนูนสม่ำเสมอ ขอบชัด มีสีเข้มสม่ำเสมอ บางครั้งมีขนขึ้นบนไฝ

  • การเกิดและอายุที่พบ 

กระเนื้อมักพบในผู้ที่มาอายุ 30 ปีขึ้นไปและเพิ่มขึ้นได้ตามอายุ ส่วนไฝสามารถเกิดได้ตั้งแต่วัยรุ่นหรือตั้งแต่วัยเด็ก และไฝบางชนิดอาจอยู่ติดตัวไปได้ตลอดชีวิต

  • ความเสี่ยงและอันตราย 

กระเนื้อไม่มีอันตราย ไม่เสี่ยงต่อการลุกลาม ส่วนไฝส่วนใหญ่ก็ไม่มีอันตรายเช่นเดียวกัน แต่ในไฝบางชนิดอาจมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังได้

  • ปัจจัยกระตุ้น

กระเนื้อไม่สามารถถูกกระตุ้นได้ด้วยแสงแดดโดยตรง มักถูกกระตุ้นได้จากปัจจัยภายใน แต่ไฝสามารถเข้มขึ้นหรือเกิดใหม่จากการถูกแดดกระตุ้น โดยเฉพาะในบริเวณที่โดนแสง UV บ่อย 

การเข้าใจความแตกต่างระหว่างกระเนื้อและไฝ จะช่วยให้สามารถแยกแยะและดูแลผิวได้อย่างเหมาะสม และเลือกวิธีรักษาได้ถูกต้อง

 

อันตรายของกระเนื้อ นอกจากเรื่องความสวยงาม

อันตรายของกระเนื้อ นอกจากเรื่องความสวยงาม

 

อันตรายของกระเนื้อ นอกจากเรื่องความสวยงาม

แม้โดยทั่วไปแล้วกระเนื้อ (Seborrheic keratosis) จะเป็นปัญหาผิวที่ไม่เป็นอันตราย ไม่สามารถพัฒนาไปเป็นมะเร็งได้ แต่ถ้าหากปล่อยกระเนื้อไว้โดยไม่รักษาหรือพยายามกำจัดด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง กระเนื้ออาจก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพผิวได้ ดังนี้

  • เลือดออกง่าย 

หากแกะหรือดึงออกเองโดยไม่ถูกวิธี เสี่ยงที่เลือดจะออกง่าย เนื่องจากกระเนื้อมีเส้นเลือดมาเลี้ยง หากดึงหรือแกะออกด้วยตัวเอง อาจทำให้เลือดออกมาก เจ็บ และแผลหายช้าได้

  • เสี่ยงการอักเสบและติดเชื้อ 

กระเนื้อมักอยู่ในบริเวณที่มีการเสียดสีบ่อย ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับเสียดสีจนเกิดเป็นแผล ทำให้เกิดการอักเสบ แดง บวม หรือติดเชื้อได้

  • เสี่ยงเกิดแผลเป็นถาวร  

หากกำจัดกระเนื้อด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง อาจมีความเสี่ยงที่จะทำให้แผลเกิดเป็นแผลนูน เป็นหลุมแผล หรือเกิดเป็นรอยดำที่แก้ไขได้ยากกว่ากระเนื้อเดิมได้

  • อาจเป็นสัญญาณเตือนปัญหาสุขภาพบางอย่าง 

การเกิดกระเนื้อจำนวนมากหรือเพิ่มขึ้นรวดเร็ว อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น โรคอ้วน หรือความผิดปกติของฮอร์โมนได้ 

กระเนื้อไม่ใช่มะเร็งและไม่อันตรายร้ายแรง แต่ถ้าหากปล่อยไว้ จนเกิดการเสียดสี หรือกำจัดเอง อาจนำไปสู่การอักเสบ ติดเชื้อ เลือดออก และแผลเป็นได้ หากกระเนื้อมีจำนวนมาก เจ็บ โตเร็ว หรือเปลี่ยนแปลงลักษณะ ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อให้ได้รับการประเมินและรักษาด้วยวิธีที่ไม่ก่อให้เกิดอันตราย 

 

ทำไมกระเนื้อไม่ควรแกะหรือดึงออกเอง

ทำไมกระเนื้อไม่ควรแกะหรือดึงออกเอง

 

ทำไมกระเนื้อไม่ควรแกะหรือดึงออกเอง

แม้กระเนื้อ (Seborrheic keratosis) จะไม่ได้เป็นอันตรายต่อสุขภาพและร่างกาย แต่การเกา แกะ หรือดึงออกด้วยตัวเองสามารถสร้างปัญหาผิวและเพิ่มความเสี่ยงต่อผิวหลายด้าน ซึ่งกระเนื้อสามารถทำให้เกิดปัญหาผิวตามมาได้หลายอย่าง ดังนี้

  • เสี่ยงต่อการติดเชื้อ

การแกะหรือดึงกระเนื้อสามารถทำให้ผิวเปิดเป็นแผล เสี่ยงให้แบคทีเรียและเชื้อโรคเข้าสู่ผิวได้ง่าย ทำให้เกิดการอักเสบ แดง บวม หรือเกิดหนองได้

  • เสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นหรือรอยดำถาวร

กระเนื้อที่ถูกดึงหรือแกะเองมักทิ้งรอยดำ รอยแดง หรือแผลเป็นที่ยาวนาน ซึ่งอาจทำให้รักษาได้ยากขึ้น

  • กระเนื้ออาจออกไม่หมด

การดึงกระเนื้อออกเองมักไม่สามารถเอากระเนื้อออกจนหมด ทำให้เหลือฐานหรือเซลล์ผิวบางส่วนที่ยังอยู่ ซึ่งสามารถทำให้กระเนื้อกลับขึ้นมาใหม่หรือโตขึ้นอีกครั้งได้เหมือนเดิม

  • เสี่ยงต่อการระคายเคืองหรือเลือดออก

กระเนื้อบางชนิดมีเส้นเลือดเล็ก ๆ อยู่ การดึงออกเองอาจทำให้เลือดออกมาก และเจ็บ เสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำได้

การแกะหรือดึงกระเนื้อเองอาจทำให้เกิดผลเสียต่อผิวตามมาได้อีกมากมาย ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อกำจัดกระเนื้อที่ไม่เป็นอันตรายและได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ

 

วิธีการรักษากระเนื้อ

การรักษากระเนื้อ (Seborrheic keratosis) ควรดำเนินการโดยแพทย์ เพื่อให้การรักษาไม่เป็นอันตราย ลดความเสี่ยงที่เกิดภาวะแทรกซ้อน และลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียงหลังการรักษา อีกทั้งยังช่วยให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสม โดยวิธีการรักษากระเนื้อสามารถทำได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  1. เลเซอร์รักษากระเนื้อ (Laser Removal) 

การรักษากระเนื้อด้วยเลเซอร์เป็นวิธีที่แพทย์นิยมใช้ เนื่องจากสามารถกำจัดกระเนื้อได้อย่างแม่นยำและไม่เป็นอันตราย โดยการใช้พลังงานเลเซอร์เจาะลึกลงไปทำลายเนื้อกระเนื้อโดยตรง โดยไม่ทำร้ายผิวบริเวณรอบ ๆ ช่วยให้ผิวยังคงเรียบเนียนและลดความเสี่ยงการเกิดแผลเป็นได้

ข้อดีของการเลเซอร์รักษากระเนื้อ (Laser Removal) 

  • กำจัดกระเนื้อได้อย่างแม่นยำ 
  • เจ็บน้อย เลือดออกน้อย 
  • ลดความเสี่ยงการติดเชื้อ 
  • แผลมีขนาดเล็กและฟื้นตัวเร็ว ใช้เวลาพักฟื้นน้อย

ข้อควรระวังของการเลเซอร์รักษากระเนื้อ (Laser Removal) 

  • ควรทำโดยแพทย์ เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง
  • ต้องดูแลผิวหลังทำอย่างเคร่งครัด
  • อาจเกิดรอยแดงหรือการระคายเคืองชั่วคราวได้

การเลเซอร์รักษากระเนื้อจึงเป็นทางเลือกที่ไม่เป็นอันตรายและให้ผลลัพธ์ที่เรียบเนียน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการกำจัดกระเนื้ออย่างมีประสิทธิภาพ

 

  1. การจี้ไฟฟ้า (Electrocautery)

การจี้ไฟฟ้าเป็นวิธีที่ใช้กระแสไฟฟ้าความร้อนจี้ไปที่ฐานเนื้อ เพื่อทำลายเนื้อเยื่อและหยุดเลือดในขั้นตอนเดียว จึงเหมาะสำหรับผู้ที่กระเนื้อหลายเม็ด ซึ่งการรักษาด้วยวิธีนี้อาจเกิดสะเก็ดแผล จึงต้องดูแลผิวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ข้อดีของการจี้ไฟฟ้า (Electrocautery)

  • เหมาะสำหรับกระเนื้อหลายเม็ดหรือมีฐานชัดเจน 
  • แผลขนาดเล็กและฟื้นตัวเร็ว 
  • ลดความเสี่ยงการติดเชื้อ 

ข้อควรระวังของการจี้ไฟฟ้า (Electrocautery)

  • ควรทำโดยแพทย์ เพื่อไม่ก่อให้เกิดอันตราย 
  • อาจเกิดรอยแดงหรือระคายเคืองชั่วคราวได้ 
  • หลังทำต้องดูแลแผลอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันรอยแผลเป็น

 

  1. การตัดกระเนื้อด้วยเครื่องมือแพทย์ (Surgical Excision)

การตัดกระเนื้อด้วยเครื่องมือแพทย์เป็นวิธีที่เหมาะกับกระเนื้อขนาดใหญ่ หรือกระเนื้อที่มีฐานหนา ในบางกรณีอาจต้องเย็บแผลเล็กน้อย ซึ่งวิธีนี้ต้องอาศัยการดูแลแผลหลังทำอย่างถูกวิธี

ข้อดีของการตัดกระเนื้อด้วยเครื่องมือแพทย์ (Surgical Excision)

  • เหมาะกับกระเนื้อขนาดใหญ่หรือมีฐานหนา 
  • กำจัดกระเนื้อได้ทันที  
  • แพทย์สามารถประเมินและปรับแต่งการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยได้

ข้อควรระวังของการตัดกระเนื้อด้วยเครื่องมือแพทย์ (Surgical Excision)

  • ต้องทำโดยแพทย์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อหรือแผลเป็น  
  • อาจเกิดรอยแดงหรือบวมชั่วคราวบริเวณแผลได้ 
  • ต้องดูแลแผลตามคำแนะนำของแพทย์ 

 

  1. การจี้เย็น (Cryotherapy)

การจี้เย็น (Cryotherapy) เป็นวิธีใช้ไนโตรเจนเหลว ทำให้เซลล์กระเนื้อถูกทำลายและหลุดออกเอง ซึ่งบางบุคคลอาจต้องทำซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง จึงเหมาะกับกระเนื้อขนาดเล็กและไม่ลึกมาก

ข้อดีของการจี้เย็น (Cryotherapy)

  • สามารถกำจัดกระเนื้อได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
  • ใช้เวลาทำไม่นานและฟื้นตัวได้เร็ว
  • สามารถทำซ้ำได้หากกระเนื้อไม่หลุดออกครั้งแรก

ข้อควรระวังของการจี้เย็น (Cryotherapy)

  • ควรทำโดยแพทย์เพื่อไม่ก่อให้เกิดอันตราย 
  • อาจเกิดรอยดำหรือรอยขาวชั่วคราวบริเวณที่ทำการรักษาได้ 
  • บางครั้งอาจต้องทำซ้ำเพื่อให้กระเนื้อหลุดออกทั้งหมด 

กระเนื้อเป็นภาวะผิวหนังไม่ร้ายแรง แต่ควรรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ที่ไม่ก่อให้เกิดอันตราย  การรักษาที่ถูกวิธีและเหมาะสมจะช่วยให้แผลหายในระยะเวลาไม่นาน และลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียงหลังการรักษาได้

 

หลังรักษากระเนื้อ ผิวต้องได้รับการดูแลอย่างเคร่งครัด

หากได้รับการรักษากระเนื้อ (Seborrheic keratosis) แล้วมีการดูแลที่ไม่ถูกต้อง อาจทำให้ผิวอ่อนแอและไวต่อการระคายเคืองมากกว่าปกติ อีกทั้งยังอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดรอยดำหลังการอักเสบ (PIH) แผลเป็น หรือการติดเชื้อได้อีกด้วย โดยหลังการรักษากระเนื้อควรดูแลผิวอย่างเหมาะสมด้วยวิธีเบื้องต้น ดังต่อไปนี้

  • หลีกเลี่ยงน้ำและความอับชื้นในช่วง 24 ชั่วโมงแรก

หลังจากการรักษากระเนื้อ ผิวบริเวณที่รักษาอาจจะยังเป็นแผลเปิดขนาดเล็ก ๆ หากมีการโดนน้ำหรืออับชื้นจากเหงื่อ ซึ่งอาจเป็นช่องทางให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ผิวได้ง่าย ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการล้างแผลโดยตรง ว่ายน้ำ หรือซาวน่า เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและช่วยให้แผลเริ่มปิดได้ดีขึ้น

  • งดการแกะ เกา หรือสะเก็ดแผล 

หลังการรักษาผิวอาจเกิดสะเก็ดบาง ๆ ซึ่งเป็นกลไกการซ่อมแซมผิวของร่างกาย เพื่อช่วยปกป้องแผลและสามารถหลุดออกได้เองเมื่อผิวใหม่สร้างเสร็จ ซึ่งถ้าหากแกะหรือเกาออกก่อน อาจทำให้เกิดการอักเสบซ้ำ ทำให้แผลหายช้า และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดรอยแผลเป็นหรือรอยดำถาวรได้

  • งดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองผิว

ในช่วง 1–2 สัปดาห์แรกหลังการรักษากระเนื้อ ควรงดใช้สกินแคร์ที่อาจทำให้ผิวระคายเคืองหรือสครับผิวบริเวณที่รักษา เนื่องจากอาจทำให้ผิวฟื้นฟูช้าลง และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดรอยแดงหรือรอยดำได้

  • หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง

ผิวหลังการรักษากระเนื้อจะไวต่อรังสี UV มากกว่าปกติ ทำให้หากโดนแสงแดดจัดโดยตรง อาจกระตุ้นการสร้างเม็ดสีจนเกิดรอยดำตามมาหลังการรักษาได้

  • สังเกตอาการผิดปกติของแผล

หลังการรักษากระเนื้อควรหมั่นสังเกตแผลอย่างใกล้ชิด หากมีอาการ บวม แดง เจ็บมากขึ้น มีหนอง เลือดซึมไม่หยุด หรือแผลไม่ดีขึ้น ควรรีบกลับไปพบแพทย์ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจรุนแรงขึ้น

การดูแลผิวหลังรักษากระเนื้อเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้แผลหายเร็ว ลดความเสี่ยงการติดเชื้อ และป้องกันการเกิดรอยดำหรือแผลเป็นในระยะยาว

 

ปัจจัยที่ทำให้กระเนื้อมีโอกาสกลับมาเกิดซ้ำได้

ปัจจัยที่ทำให้กระเนื้อมีโอกาสกลับมาเกิดซ้ำได้

 

ปัจจัยที่ทำให้กระเนื้อมีโอกาสกลับมาเกิดซ้ำได้

แม้จะรักษากระเนื้อ (Seborrheic keratosis) ออกไปแล้ว แต่กระเนื้อสามารถกลับมาเกิดซ้ำได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงบางประการ โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดกระเนื้อกลับมาเกิดซ้ำได้หลังการรักษากระเนื้อ มีดังนี้

  • การรักษาที่กำจัดเฉพาะตุ่มที่มองเห็น ไม่ได้มีการไม่ได้กำจัดสาเหตุภายในที่กระตุ้นให้เซลล์ผิวเจริญเติบโตผิดปกติ เมื่อปัจจัยที่ยังกระตุ้นยังอยู่ กระเนื้อจึงสามารถเกิดขึ้นใหม่ซ้ำได้อีก
  • สภาพผิวเดิมของแต่ละบุคคล ส่งผลต่อการเอื้อให้ผิวเกิดการหนาตัวหรือการเจริญของผิวได้ง่าย เมื่อมีการกระตุ้นเพียงเล็กน้อย ก็อาจเกิดกระเนื้อใหม่ขึ้นใกล้บริเวณเดิม แม้จะเคยรักษาไปแล้ว
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เป็นปัจจัยที่ทำให้กระเนื้อกลับมาเกิดซ้ำได้ในระยะยาว เช่น การทำให้ผิวระคายเคืองหรือเสียดสีซ้ำ ๆ
  • การเปลี่ยนแปลงของผิวตามวัย เมื่ออายุมากขึ้นการซ่อมแซมของผิวจะทำงานช้าลง ทำให้ผิวเกิดความไม่สมดุล ส่งผลให้มีโอกาสที่กระเนื้อจะกลับมาเกิดใหม่หรือมีจำนวนเพิ่มขึ้นได้ แม้จะเคยกำจัดออกไปแล้ว
  • การดูแลผิวหลังรักษาที่ยังไม่เหมาะสม อาจกระตุ้นให้ผิวบริเวณใกล้เคียงเกิดการเปลี่ยนแปลง และนำไปสู่การเกิดกระเนื้อใหม่ซ้ำในอนาคตได้

กระเนื้อเป็นภาวะผิวหนังที่สามารถเกิดซ้ำได้ แม้จะรักษาออกไปแล้วก็ตาม การดูแลผิวอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ จะช่วยลดโอกาสการเกิดกระเนื้อซ้ำได้

 

ลักษณะการเกิดซ้ำของกระเนื้อ

หลังจากการรักษากระเนื้อ (Seborrheic keratosis) ออกไปแล้ว อาจจะเกิดซ้ำได้อีกด้วยปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งลักษณะที่พบบ่อยของกระเนื้อที่เกิดซ้ำ มีดังนี้

  • มักไม่ขึ้นในตำแหน่งเดิม แต่จะอยู่ในบริเวณที่ใกล้เคียง เนื่องจากบริเวณที่เคยรักษาจะมีการซ่อมแซมและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผิวแล้ว แต่ผิวบริเวณใกล้เคียงที่ยังมีปัจจัยกระตุ้นเดิม จึงมีโอกาสเกิดกระเนื้อซ้ำได้ในบริเวณข้างเคียง
  • พบได้ทั้งขึ้นใหม่ได้ทีละเม็ดและหลายเม็ดพร้อมกัน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและความต่อเนื่องของปัจจัยกระตุ้น
  • มีลักษณะเป็นตุ่มนูนเล็กคล้ายเดิม มีสีเดียวกับผิวหรือสีน้ำตาลอ่อน ผิวอาจจะย่นหรือเรียบ และไม่มีอาการเจ็บ

การเกิดกระเนื้อซ้ำแม้รักษาหายแล้วไม่ใช่สัญญาณอันตราย แต่ถ้าหากกระเนื้อมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โตเร็วผิดปกติ หรือมีการเปลี่ยนสี รูปร่างไม่สม่ำเสมอ มีอาการเจ็บ คัน หรือเลือดออกง่าย ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ เพื่อให้ได้รับการดูแลที่เหมาะสม

 

วิธีลดโอกาสการเกิดกระเนื้อซ้ำ

การดูแลผิวและปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสม จะช่วยลดโอกาสการเกิดกระเนื้อซ้ำได้ในระยะยาว โดยวิธีการป้องกันเพื่อลดโอกาสการเกิดกระเนื้อซ้ำ สามารถทำได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  1. ลดการเสียดสีของผิว ด้วยการเลือกเสื้อผ้าที่ไม่รัดแน่น หรือเนื้อผ้าหยาบที่เสียดสีกับผิวบ่อย ๆ เพราะการเสียดสีซ้ำ ๆ จะกระตุ้นให้ผิวหนาตัวและเกิดกระเนื้อซ้ำได้
  2. ควบคุมน้ำหนักและระดับน้ำตาลในเลือด จะช่วยลดปัจจัยกระตุ้นการเจริญของเซลล์ผิวที่เป็นสาเหตุในการเกิดกระเนื้อ ทำให้ลดโอกาสการเกิดกระเนื้อได้
  3. หลีกเลี่ยงการแกะหรือดึงตุ่มผิวหนังเอง เพราะอาจทำให้ผิวอักเสบ ติดเชื้อ และกระตุ้นให้เกิดกระเนื้อใหม่หรือรอยแผลเป็นตามมาได้
  4. ดูแลผิวให้สะอาด และลดความอับชื้น เพื่อช่วยลดการระคายเคืองและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดกระเนื้อได้
  5. ตรวจผิวกับแพทย์เป็นระยะ หากมีกระเนื้อขึ้นซ้ำบ่อย เพื่อให้ได้รับการวางแผนดูแลผิวที่เหมาะสมของแต่ละบุคคลได้

แม้กระเนื้อจะสามารถเกิดซ้ำได้ แต่การดูแลผิวอย่างถูกวิธี ร่วมกับการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน สามารถช่วยลดโอกาสการเกิดกระเนื้อใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

[elementor-template id="15452"]