เทรนด์สาวหน้าเรียวรูปทรง V-Shape ยังอยู่ในกระแสไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน ส่วนใครที่หน้ไม่ได้รูปก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะมีวิธีการทำหน้าเรียวมากมายให้เลือกทำกัน นอกจากวิธีทำศัลยกรรมแล้ว ยังมีวิธีที่เจ็บตัวน้อยกว่า นั่นก็คือ การฉีดฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ ร้อยไหม ฯลฯ ว่าแต่ว่า…หากเปรียบเทียบกันแล้ววิธีการไหนจะดีกว่ากัน ถ้าอยากรู้ ตามมาดูกันเลยค่ะ

เปรียบเทียบการทำหน้าเรียวด้วยวิธีการฉีดกับการผ่าตัดศัลยกรรม

1.ระดับความเปลี่ยนแปลง ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า การทำหน้าเรียวด้วยการฉีด (ซึ่งอาจจะเป็นโบท๊อกซ์ ฟิลเลอร์ ร้อยไหม ฯลฯ) เปรียบเทียบเหมือนกับการปรับรูปหน้าชั่วคราว ผลจะอยู่ได้ประมาณ 1 ปี คือเมื่อปริมาณของสารที่ฉีดเข้าไปหมดฤทธิ์ลงก็จะต้องทำซ้ำ แต่การผ่าตัดศัลยกรรม (ไม่ว่าจะเป็นการเสริมซิลิโคนไปจนถึงการผ่าตัดกราม) จะมีการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างถาวร หรืออย่างน้อยก็อยู่ได้ 10 ปีจึงค่อยแก้ไขใหม่

2.ความเจ็บและการรักษาตัว การปรับรูปหน้าเรียวด้วยวิธีฉีดคือการใช้เข็มในการฉีดตัวยาเข้าไปที่ใบหน้า ข้อดีคือเจ็บน้อยกว่า และไม่ต้องรักษาตัวนาน ส่วนการทำศัลยกรรมเป็นหัตถการณ์ที่ใหญ่กว่า บางเคสถึงกับต้องวางยาสลบเข้าช่วย การศัลยกรรมปรับรูปหน้า ทำหน้าเรียวส่วนใหญ่จะทำการเปิดแผลภายในช่องปากเพื่อซ่อนแผลเป็น จึงทำให้กระทบต่อการพูดและการทานอาหารด้วย 

3.ระยะเวลารักษาตัว การทำหน้าเรียวด้วยการฉีด ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็ทำเสร็จเรียบร้อย และสามารถกลับบ้านได้เลยไม่ต้องพักฟื้น อาจจะมีอาการบวมช้ำบ้างในช่วง 3-7 วันแต่ก็สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ ส่วนการผ่าตัดศัลยกรรมทำหน้าเรียว ส่วนใหญ่แล้วใช้เวลาทำ 30 นาทีขึ้นไปขึ้นอยู่กับประเภทของการผ่าตัด ต้องใช้เวลาพักฟื้นรักษาแผลอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ และต้องให้เวลาร่างกายปรับตัวอีกหลายเดือนกว่าผลลัพธ์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร

4.ระยะเวลาของผลลัพธ์ การทำหน้าเรียวด้วยการฉีดไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็ตาม ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้ 6-12 เดือนโดยประมาณ เนื่องจากการฉีดสารเป็นการทำให้กล้ามเนื้อเปลี่ยนไปเพียงชั่วคราวเท่านั้น หากใบหน้าเริ่มกลับไปเหมือนเดิมต้องทำการฉีดซ้ำอีก แต่การผ่าตัดศัลยกรรมทำหน้าเรียวมีความเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างถาวร อย่างการเสริมซิลิโคนที่คางก็สามารถอยู่ได้ราว 10 ปีขึ้นไป หรือถ้าเป็นการผ่าตัดกระดูกกรามก็ให้ผลที่ถาวรตลอดไป

5.ความเสี่ยงด้านการผิดพลาด ไม่ว่าจะทำหน้าเรียวด้วยวิธีไหนก็ล้วนมีความเสี่ยง เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความเชี่ยวชาญของแพทย์ รวมทั้งการฉีดสารที่ไม่ได้คุณภาพ ยกตัวอย่าง

  • ถ้าเป็นการฉีดพลาด ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการฉีดสลายใน 3-4 วัน หรือรอให้หมดฤทธิ์ตามอายุของสารแล้วค่อยฉีดใหม่ แต่ผลข้างเคียงก็อาจทำให้หน้าเบี้ยวไปสักพักใหญ่
  • แต่ถ้าผิดพลาดมากฉีดถูกเส้นประสาทสำคัญบนใบหน้าอาจส่งผลถาวร
  • ส่วนกรณีฉีดกับหมอกระเป๋าราคาถูก ก็เสี่ยงที่จะทำให้เกิดการอักเสบได้
  • ส่วนศัลยกรรมผิดพลาดก็จะต้องศัลยกรรมแก้ไข ซึ่งจะได้ผลมากน้อยเพียงใดอยู่ที่ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นและต้องอาศัยฝีมือของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการแก้ไข

6.ค่าใช้จ่าย การฉีดแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่าย 3,000 บาทขึ้นไป แต่ผลลัพธ์อยู่ได้ 6-8 เดือนก็ต้องฉีดใหม่เป็นระยะ ซึ่งจะเป็นอยู่เช่นนี้ตลอดที่ยังต้องการทำ หากเปรียบเทียบระยะยาวอาจมีค่าใช้จ่ายมากกว่าการศัลยกรรมครั้งเดียว ส่วนการศัลยกรรมมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง แต่เป็นการจ่ายคราวเดียวแล้วจบ โดยอยู่ที่ประมาณ 40,000 – 100,000 บาท ตามแต่ปัญหาที่ต้องการแก้ไข แต่ข้อดีคือผลอยู่ได้ถาวรหรืออย่างน้อยก็ 10 ปีขึ้นไปไม่ต้องทำใหม่อีก

การทำหน้าเรียวด้วยวิธีการฉีดกับการผ่าตัดศัลยกรรม ต่างก็มีข้อดี ข้อเสีย และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน หากถามว่าวิธีไหนจะดีกว่ากันนั้น ต้องตอบว่าขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล เพราะแต่ละคนมีปัญหาโครงสร้างใบหน้าที่แตกต่างกัน สำหรับท่านใดที่สนใจทำหน้าเรียวแต่ยังไม่รู้ว่าควรจะทำด้วยวิธีไหนดี สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่รมย์รวินท์คลินิกทุกสาขาค่ะ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here