ขึ้นชื่อว่า “สิว” เชื่อว่าใครๆ ก็ไม่อยากเป็นสิว โดยเฉพาะสิวอักเสบ ที่สร้างปัญหาแสนปวดใจของคนที่เคยเป็นหรือกำลังเผชิญปัญหานี้อยู่เพราะสามารถมองเห็นได้อย่างเด่นชัดบนใบหน้า แถมเมื่อสิวยุบยังทิ้งรอยแผลไว้ให้ช้ำใจ ส่งผลต่อความรู้สึกจนทำบางคนให้ขาดความมั่นใจในการเข้าสังคมไปเลยก็มีค่ะ

สิวอักเสบนี้สามารถเกิดขึ้นได้แทบทุกส่วนของร่างกาย ซึ่งนอกจากใบหน้าแล้ว ยังสามารถเกิดขึ้นในโพรงจมูก ในหู บริเวณลำคอ แผ่นหลัง และที่แก้มก้น (จนบางครั้งนึกว่าเป็นฝี) ซึ่งสิวเหล่านี้ถ้าเราไปบีบหรือเแกะจะทำให้เกิดรอยหรือแผลเป็นสีดำ บางครั้งเกิดเป็นหลุมที่ผิวหนังเหมือนผิวพระจันทร์ได้ค่ะ

แต่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะถึงจะเป็นสิวอักเสบก็รักษาสิวให้หายได้ค่ะ แล้วเจ้าสิวอักเสบมันมีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง และวิธีใดที่จะสามารถป้องกันและรักษาสิวอักเสบให้หายขาดได้ มีคำแนะนำดังนี้ค่ะ

สาเหตุของสิวอักเสบ

สิวอักเสบ คือ สิวที่มีขนาดใหญ่กว่าสิวปกติ เป็นตุ่มนูนขึ้นมาอย่างชัดเจน มีอาการบวมแดงและเจ็บเมื่อสัมผัส และจะรู้สึกตึงๆ ชาๆ ตรงจุดที่เกิด การอักเสบของสิวชนิดนี้จะมีการกลัดหนองที่กลางตุ่มสิว (หัวสิว) จนบางคนเรียกว่าสิวหัวหนองหรือสิวหัวช้าง (เพราะใหญ่มาก) สิวอักเสบนี้จะหายได้ช้าและหายยากถ้าเราไปบีบหรือแกะ เพราะจะเป็นการเพิ่มการอักเสบทำให้เกิดแผลขนาดใหญ่ขึ้นและเกิดการติดเชื้อประเภทอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น

ส่วนสาเหตุของสิวอักเสบ อาจเกิดจากการอุดตันในรูขุมขนและต่อมไขมันใต้ผิวหนังบริเวณสิวอุดตัน หรืออาจเกิดกระบวนการอักเสบขึ้นมาเองบริเวณผิวหนังปกติ โดยปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิวอักเสบ เช่น

  • กรดไขมันอิสระและไขมันผิวหนัง (Sebum) ที่ซึมเข้าสู่ชั้นผิวหนัง
  • สารที่ผลิตโดยแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว (Propionibacterium Acnes หรือ P.Acne) แพร่เข้าสู่ชั้นผิวหนังและเนื้อเยื่อโดยรอบ
  • การอุดตันในรูขุมขนที่อาจนำไปสู่ปฏิกิริยาอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันจะห่อหุ้มสิ่งแปลกปลอมไว้จนเกิดเป็นก้อนสะสมใต้ผิวหนัง
  • สารก่ออาการอักเสบ ที่ถูกผลิตขึ้นภายในเยื่อบุเซลล์ ต่อมไขมัน หรือในระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย
  • ภาวะภูมิไวเกิน หรือปฏิกิริยาที่มากเกินไปของภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองต่อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว
  • ระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนที่เพิ่มมากขึ้น (Testosterone) ซึ่งฮอร์โมนนี้เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการเจริญเติบโตในวัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์ ทำให้ฮอร์โมนนี้ไปกระตุ้นต่อมไขมันใต้ผิวหนังให้ทำงานมากขึ้น
  • กรรมพันธุ์ หากมีพ่อแม่ที่เป็นสิว ผู้สืบสายเลือดรุ่นต่อมามีโอกาสที่จะเป็นสิว หรือมีแนวโน้มเป็นสิวในระดับรุนแรงได้
  • เพศหญิง ผู้ป่วยเพศหญิงมีแนวโน้มเป็นสิวได้มากในช่วงที่ฮอร์โมนเพศในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะตอนช่วงมีประจำเดือนหรือช่วงที่ตั้งครรภ์
  • การอุดตันของเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว สิ่งสกปรกจากการมีสุขอนามัยที่ไม่ดี ใช้เครื่องสำอางที่ทำให้รูขุมขนอุดตัน หรือสวมใส่เครื่องแต่งกายที่รัดหรือลงน้ำหนักบนผิวหนังที่เป็นสิว เป็นต้น
  • การใช้ยารักษาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาลิเทียม ยาต้านอาการชัก เป็นต้น
  • การสูบบุหรี่ อาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดสิว โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมาก

รักษาสิวอักเสบให้หายขาดต้องทำอย่างไร

การดูแลตัวเองเพื่อรักษาสิวอักเสบ

1. หลีกเลี่ยงมลภาวะและล้างหน้าให้สะอาด การเดินทางเข้าไปในสถานที่ที่มีแต่ฝุ่นควันเยอะๆ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวบนใบหน้าได้ค่ะ สิ่งสกปรกอาจลอยมาเกาะ และเข้าไปในรูขุมขนจนเกิดการอักเสบ หรือการติดเชื้อได้ ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงใบหน้าให้พ้นจากแสงแดดค่ะ เพราะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวผด แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ เมื่อกลับมาที่บ้านให้รีบทำความสะอาดใบหน้าทันที หากใช้ผลิตภัณฑ์จำพวกโฟมล้างหน้าทำความสะอาด ขอแนะนำว่าไม่ควรใช้เกินวันละ 2 ครั้ง เพราะจะทำให้ผิวหน้าแห้งจนเกินไป ทางที่ดี ควรใช้น้ำเปล่าล้างหน้าจากนั้นจึงซับให้แห้งค่ะ

2. พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยให้ฮอร์โมนในร่างกายทำงานเป็นปกติ เนื่องจากฮอร์โมนเป็นต้นเหตุของการผลิตน้ำมันจากต่อมไขมัน หากฮอร์โมนทำงานแปรปรวนก็จะทำให้ไปกระตุ้นต่อมไขมันผลิตน้ำมันมากเกินไป และก่อให้เกิดการอุดตันในรูขุมขนที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้

3. รักษาความสะอาดของเครื่องนอน บรรดาเครื่องนอนต่างๆ ที่เราต้องใช้อยู่ทุกวัน อย่าง ปลอกหมอน ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน เป็นสิ่งที่จะต้องสัมผัสกับผิวหน้าของเราโดยตรง เราไม่อาจรู้ได้ว่าเครื่องนอนเหล่านี้จะเป็นที่สะสมของเชื้อโรคและแบคทีเรียได้ในจำนวนที่มากขนาดไหน ฉะนั้น เราจะต้องถอดออกมาทำความสะอาดบ่อยๆ นะคะ อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก็ทำความสะอาด 1 ครั้ง ก็จะช่วยลดสาเหตุของการเกิดสิวบนหน้าได้แล้ว

4. ผ่อนคลายความตึงเครียด ความเครียดเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ฮอร์โมนแปรปรวน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวเพิ่มขึ้น และยังส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ทำให้ร่างกายติดเชื้อง่ายมากขึ้น รวมถึงเชื้อแบคทีเรีย acnes ที่ก่อให้เกิดสิวด้วยเช่นกันค่ะ

5. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมันๆ หรือของทอด ยิ่งสาวๆ ทานอาหารที่มีน้ำมัน หรือของทอดๆ เยอะขึ้นเท่าไหร่ ปริมาณน้ำมันบนผิวหน้าของเราก็จะยิ่งเยอะตามไปด้วย นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการอุดตันในรูปขุมขนจนเกิดเป็นสิว สิวอักเสบ หรือสิวเสี้ยนได้

6. ดูแลระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ การขับถ่ายเป็นประจำทุกวันจะช่วยขับของเสียในร่างกาย ซึ่งสามารถช่วยทำให้สิวลดลงได้ เนื่องจากปริมาณสารพิษที่สะสมในร่างกายลดน้อยลงนั่นเองค่ะ

รักษาสิวอักเสบด้วยวิธีธรรมชาติโดยใช้สมุนไพร

มีสมุนไพรหลากหลายชนิดเลยนะคะ ที่มีคุณสมบัติและกรดต่างๆ ในการรักษาสิว เช่น การใช้โยเกิร์ตผสมน้ำผึ้ง หรือใช้น้ำมันมะกอกและมะนาว นำมาทำเป็นสูตรพอกหน้าแบบต่างๆ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีเริ่ดๆ ที่ช่วยรักษาสิวในแบบธรรมชาติค่ะ

การรักษาสิวอักเสบโดยใช้ยาทาและแผ่นแปะสิว

ยาทารักษาสิวภายนอกที่นิยม เช่น Benzoyl peroxide (หรือที่เราเรียกกันว่า Benzac) ยาตัวนี้มีประโยชน์ในการฆ่าเชื้อ P. acne และยังช่วยให้สิวอุดตัน ทั้งสิวอุดตันหัวขาวและดำให้หลุดง่ายด้วยค่ะ หรือจะเป็นยากลุ่ม Retinoid ยากลุ่มนี้มีคุณสมบัติในการผลัดเซลล์ เหมาะสำหรับคนผิวมัน โดยยากลุ่มนี้จะช่วยลดความมันบนใบหน้าทำให้เกิดสิวลดลงด้วย แต่ข้อเสียคือค่อนข้างจะระคายเคือง คนผิวแพ้ง่ายหมดสิทธิ์เลยค่ะ

นอกจากนี้ ยาฆ่าเชื้อก็ได้ผลดี เช่น Clindamycin ช่วยเรื่องการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แนะนำให้ทารักษาสิวเฉพาะจุด พอสิวหายดีแล้วก็ควรหยุดใช้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการดื้อยา สุดท้ายคือ แผ่นซิลิโคนใสแปะรักษาสิว ส่วนมากมักจะมียาที่ลดการอักเสบเฉพาะที่ สามารถใช้ได้ในคนที่มีสิวอักเสบเม็ดใหญ่หรือหัวช้างเท่านั้นนะคะ แต่ไม่แนะนำในสิวเม็ดเล็กๆ เพราะจะเกิดอาการระคายเคืองบริเวณข้างเคียง หรือผิวแห้งลอกได้ค่ะ

รักษาสิวอักเสบด้วยโปรแกรม Acne Away and Bright

วิธีการรักษาสิวด้วยโปรแกรมนี้ นอกจากจะช่วยในการดูแลผู้ที่ประสบปัญหาสิวให้หายแล้ว ขั้นตอนการรักษาสิวยังช่วยฟื้นฟูผิวหลังการรักษาสิวจากรอยแดง รอยดำ หรือแผลเป็นที่เกิดจากสิว ให้เรียบเนียนและขาวกระจ่างใสในโปรแกรมเดียวอีกด้วยค่ะ

ขั้นตอนการรักษาสิว เริ่มจากการวินิจฉัยลักษณะและสาเหตุของสิวที่เกิดขึ้น โดยจะประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การกดและฉีดสิว เพื่อลดปริมาณการอักเสบและอุดตันของสิว  พร้อมเอาไขมันใต้ผิวเป็นการป้องกันไม่ให้อุดตันและอักเสบขึ้นในอนาคต จากนั้นจึงเลเซอร์ฆ่าเชื้อสิว ช่วยให้ต่อมไขมันใต้ผิวทำงานน้อยลง ส่งผลให้สิวอุดตันที่เกิดการอักเสบลดปริมาณลง โดยแพทย์จะทำการเลือกชนิดของเลเซอร์ให้เข้ากับปัญหาสิวที่เป็นอยู่เพื่อทำการรักษาสิวค่ะ

การเลเซอร์ช่วยลดรอยดำและแดงจากสิว ขั้นตอนนี้ช่วยลดเลือนรอยสิวและเพิ่มความขาวใสให้กับผิวขึ้นด้วยค่ะสุดท้ายคือการทำทรีทเม้นท์ เพื่อกำจัดหัวสิวด้วยการผลักตัวยา P Anti Acne เข้าผิวไปสร้างสมดุลและป้องกันสาเหตุของการเกิดสิวอย่างแข็งแรงอีกชั้นค่ะ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here